Crazy New Shit

Mortgage

Posted by: chakkrit on: December 10, 2009

การจำนอง คือ การเอาอสังหาริมทรัพย์จดทะเบียนจำนองเป็นการประกันการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ผู้รับจำนอง โดยไม่ต้องส่งมอบทรัพย์สินให้แก่ผู้รับจำนอง

การขายฝาก คือ การซื้อขายทรัพย์สินกันโดยมีข้อตกลงว่าผู้ขายอาจไถ่ทรัพย์คืนได้ภายในกำหนดเวลาที่แน่นอนตามสัญญา แต่ต้องไม่เกินกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนด คือ อสังหาริมทรัพย์ มีกำหนด 10 ปี และสังหาริมทรัพย์มีกำหนด 3 ปี

การจำนอง ทรัพย์สินที่จะนำมาเป็นหลักทรัพย์ตามสัญญานั้นจำกัดไว้แต่เฉพาะอสังหาริมทรัพย์ คือ ที่ดิน และสังหาริมทรัพย์พิเศษ คือ เรือกำปั่น แพ สัตว์พาหนะที่มีตั๋วรูปพรรณ และเครื่องจักรที่จดทะเบียนแล้วเท่านั้น ในส่วนของสัญญาขายฝากไม่จำกัดว่าจะเป็นทรัพย์สินชนิดใด

ในการจำนองนั้นสัญญาจำนองเป็นสัญญารอง จำเป็นต้องมีสัญญากู้ยืมเป็นสัญญาหลักเสียก่อน ความสมบูรณ์ของสัญญาจำนองจึงต้องขึ้นอยู่กับสัญญากู้ซึ่งเป็นสัญญาหลักด้วย แต่สำหรับสัญญาขายฝากนั้นเป็นสัญญาหลัก มีความสมบูรณ์ในตัวของสัญญาเอง ซึ่งในการทำสัญญาทั้งสองประเภทนี้ต้องมีการจดทะเบียนต่อเจ้าหน้าที่ด้วย

เมื่อทำสัญญาจำนองและได้จดทะเบียนแล้ว กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่จำนองยังคงเป็นของเจ้าของทรัพย์ที่จำนอง สิทธิต่าง ๆ ยังคงอยู่เหมือนเดิม แต่ผู้รับจำนองมีสิทธิที่จะขอให้เจ้าของทรัพย์สินที่จำนองนั้นปลดเปลื้องสิทธิต่าง ๆ ที่ให้แก่บุคคลอื่น เช่น สิทธิอาศัย สิทธิเก็บกิน สิทธิเหนือพื้นดิน และภาระติดพันใด ๆ ได้เพื่อมิให้เสื่อมประโยชน์กับเจ้าหนี้ผู้รับจำนองถ้าสิทธินั้นเกิดขึ้นภายหลังจากที่ได้มีการทำสัญญาจำนองกันแล้ว ในทางกลับกัน สัญญาขายฝากผู้ขายฝากต้องโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ขายฝากให้แก่ผู้ซื้อฝาก ผู้ซื้อฝากจึงเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์อย่างสมบูรณ์เหนือทรัพย์ที่ขายฝาก และมีสิทธิที่จะนำทรัพย์สินนั้นไปก่อสิทธิใด ๆ เหนือทรัพย์สินนั้น ๆ ได้ แต่มิใช่กรณีของการโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่บุคคลอื่น เพราะว่าตามสัญญาขายฝากต้องให้ระยะเวลาผู้ขายฝากมาไถ่คืนภายในกำหนดเวลาเป็นสำคัญ ถ้าหลังจากกำหนดเวลาตามสัญญาแล้วผู้ขายฝากไม่สามารถมาไถ่ถอนคืน ผู้ซื้อฝากจึงสามารถจะนำไปขายต่อได้ หากผู้ซื้อฝากนำทรัพย์ที่ซื้อฝากไปทำการขายหรือโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ให้แก่บุคคลภายนอกในระหว่างที่ผู้ซื้อฝากอาจไถ่ทรัพย์นั้นคืนได้ ก็ถือว่าบุคคลภายนอกได้ทรัพย์ไปโดยชอบ เพราะสัญญาขายฝากจะบังคับได้แต่คู่สัญญาเท่านั้น แต่ผู้ซื้อฝากต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ขายฝากที่ไม่สามารถไถ่ทรัพย์คืนได้ตามข้อสัญญา

ในทางกฎหมายแล้ว สามารถนำทรัพย์สินที่จำนองแล้วไปจำนองซ้ำอีกได้ ไม่มีข้อห้าม แม้กระทั่งจะนำไปจำหน่ายจ่ายโอนก็ได้เช่นกัน เพราะการจำนองเป็นทรัพยสิทธิที่จะติดตัวทรัพย์ไปตลอดจนกว่าจะมีการถอนจำนอง เจ้าหนี้มีสิทธิโดยชอบอยู่แล้วในการได้รับชำระหนี้โดยบังคับเอากับทรัพย์สินที่จำนองได้ ดังนั้น ในการจำนองทรัพย์สินบางราย ก็อาจจะมีผู้รับจำนองมากกว่า 1 รายก็ได้ แต่ในการขายฝากไม่สามารถกระทำอย่างนี้ได้เลย เพราะกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตามสัญญาขายฝากตกเป็นของผู้ซื้อฝากทันทีเมื่อมีการทำสัญญาเสร็จสมบูรณ์

มีปัญหาอยู่ว่า หากผู้ขายฝากมีความประสงค์จะไถ่ทรัพย์สินที่ขายฝากคืนภายในกำหนดระยะเวลา แต่ผู้ซื้อฝากแกล้งบ่ายเบี่ยงเพื่อให้เกินกำหนดระยะเวลา เพราะหวังจะได้ทรัพย์สินนั้นไว้ ผู้ขายฝากจะแก้ไขปัญหาอย่างไร ในทางกฎหมายได้เปิดช่องของวิธีการแก้ไขไว้โดยให้ผู้ขายฝากที่ต้องการไถ่ถอนทรัพย์นั้น นำเอาเงินค่าไถ่ถอนไปวางที่สำนักงานวางทรัพย์ และสละสิทธิที่จะถอนเงินที่วางไว้ กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ขายฝากก็จะกลับเป็นของผู้ขายฝากที่ได้วางเงินไถ่ถอนแล้วทันที

ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่ากรรมสิทธิ์ในสัญญาขายฝากตกเป็นของผู้ซื้อฝาก ดังนั้น ดอกผลของทรัพย์ตามสัญญาขายฝากจึงตกเป็นของผู้ซื้อฝาก เช่น ทำสัญญาขายฝากที่ดิน เมื่อต้นไม้ที่อยู่ในที่ดินนั้นออกผล ผู้ซื้อฝากมีสิทธิเก็บเอาผลไม้นั้นได้โดยชอบ แต่สัญญาจำนองกรรมสิทธิ์ยังคงเป็นของผู้จำนองหรือเจ้าของเดิมอยู่ ผู้รับจำนองจึงไม่มีสิทธิในดอกผลของทรัพย์นั้น

ในการไถ่ถอนหรือการซื้อคืนทรัพย์ที่ขายฝากนั้น ไม่สามารถขอผ่อนชำระราคาจนเกินกำหนดเวลาในสัญญาได้ หรือจะขอขยายระยะเวลาการไถ่ถอนในสัญญาออกไปในภายหลังก็ไม่ได้อีกเช่นกัน และถ้าหากกำหนดระยะเวลาการไถ่ถอนในสัญญาเกินกว่า 10 ปีในกรณีที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ และ 3 ปีที่เป็นสังหาริมทรัพย์ กฎหมายก็กำหนดให้ลดลงมาเป็น 10 ปี และ 3 ปี ตามประเภททรัพย์ ถ้าผู้ขายฝากแสดงเจตนาที่จะไถ่คืนทรัพย์ที่ขายฝากในเวลาใด ๆ ภายในกำหนดเวลาตามสัญญาผู้ซื้อฝากต้องยินยอมให้ผู้ขายฝากไถ่ถอนทรัพย์สินนั้นโดยมิอาจอิดเอื้อน บ่ายเบี่ยง หรือประวิงเวลาได้

การกำหนดราคาในการไถ่ถอนจำนองนั้น ก็ขึ้นอยู่กับสัญญาหลักว่ายังคงมีหนี้สินเหลืออยู่อีกเท่าไร เจ้าหนี้ผู้รับจำนองคงยังไม่ยอมปล่อยทรัพย์สินที่จำนองจนกว่าจะได้รับชำระหนี้ครบถ้วน แต่ในสัญญาขายฝากต้องมีการกำหนดราคาการไถ่ถอนไว้ให้ชัดเจน หากไม่ได้กำหนดราคาไว้ก็ให้ไถ่ถอนในราคาที่ซื้อขายกัน ในกรณีที่มีการกำหนดราคาไถ่ถอนไว้ชัดเจน แต่ราคานั้นมีมูลค่าสูงกว่าราคาขายฝากที่แท้จริงเกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี เช่น ขายฝากบ้านพร้อมที่ดินในราคา 2,000,000 บาท กำหนดระยะเวลาไถ่ถอน 2 ปี ตั้งราคาไถ่ถอนไว้เป็นเงิน 3,000,000 บาท จะเห็นได้ว่าราคาไถ่ถอนมีมูลค่าสูงกว่าร้อยละ 15 ต่อปีของราคาที่ขายฝาก (ร้อยละ 15 ต่อปี ของจำนวน 2,000,000 บาท คือปีละ 300,000 บาท) กฎหมายก็ให้ชำระราคาไถ่ถอนเพียงราคาที่ขายฝากจริงและประโยชน์ตอบแทนอีกไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี ทำให้กรณีนี้ หากจะไถ่ถอนภายในกำหนด 2 ปี ก็จะต้องวางค่าไถ่ถอนเพียง ไม่เกิน2,600,000 บาทเท่านั้น

ความสูญเสีย เสียหาย หรือชำรุดบกพร่อง ของตัวทรัพย์ที่นำมาจำนองหรือขายฝากจะส่งผลต่างกันไป ในกรณีของการจำนอง หากทรัพย์ที่จำนองสูญเสีย เสียหาย หรือชำรุดบกพร่อง เจ้าหนี้ผู้รับจำนองอาจใช้สิทธิบังคับจำนองได้ก่อนถึงเวลาที่ลูกหนี้ผิดนัด แต่ถ้าเป็นกรณีของการขายฝาก ทรัพย์ที่ขายฝากอยู่ในสภาพเช่นใดในเวลาที่ไถ่ถอน ก็ให้ส่งคืนตามสภาพนั้น ๆ โดยผู้ที่ไถ่ถอนไม่สามารถเรียกร้องอย่างใด ๆ ได้เลย เว้นแต่ในกรณีที่ทรัพย์นั้นถูกทำลาย หรือทำให้เสื่อมเสียโดยความผิดของผู้ซื้อฝาก ไม่ว่าจะเป็นการเจตนาหรือความประมาทก็ตาม ผู้ซื้อฝากจะต้องรับผิดชดใช้ความเสียหายดังกล่าวแก่ผู้ไถ่ถอน

ในกรณีที่ผู้ซื้อฝากรับซื้อฝากทรัพย์สินไว้ และได้นำทรัพย์นั้นออกให้บุคคลอื่นเช่า เมื่อถึงเวลาไถ่ถอน ผู้ซื้อฝากต้องส่งคืนทรัพย์สินนั้นโดยปลอดจากสิทธิใด ๆ ด้วย ก็คือต้องยกเลิกสัญญาเช่ากับผู้เช่าและส่งทรัพย์สินนั้นคืนแก่ผู้ขายฝากที่ไถ่ถอนตามสภาพ แต่หากว่าเป็นกรณีที่การเช่าทรัพย์นั้นได้จดทะเบียนต่อเจ้าหน้าที่ และการเช่านั้นไม่ได้ทำขึ้นเพื่อให้ผู้ขายฝากเสียหาย กำหนดเวลาที่เช่ายังคงมีเหลืออยู่เท่าใดก็ให้คงสมบูรณ์ไปตามนั้น แต่ห้ามเกิน 1 ปี เช่น เอาบ้านพร้อมที่ดินที่ขายฝากออกให้เช่าเกินกว่า 3 ปี จดทะเบียนการเช่าถูกต้องกับเจ้าพนักงาน เมื่อผู้ขายฝากมาไถ่ถอนเหลือระยะเวลาการเช่าอีก 10 เดือน เท่ากับว่าเหลือรายได้จากค่าเช่าอีก 10 เดือน อย่างนี้ผู้ขายฝากก็ไม่เสียหาย เพราะเมื่อโอนกรรมสิทธิ์กลับไปก็ยังคงได้รับเงินค่าเช่าดังกล่าวต่อ แต่ถ้าหากเป็นการเก็บค่าเช่าล่วงหน้าจนครบถ้วนแล้ว ก็ย่อมทำให้ผู้ขายฝากที่ไถ่ทรัพย์สินนั้นคืนต้องได้รับความเสียหายอย่างแน่นอน เพราะมิอาจใช้สอยทรัพย์ที่ให้เช่าได้ และมิได้รับประโยชน์ใด ๆ อีกด้วย การที่กฎหมายให้ความสมบูรณ์ไว้เพียงไม่เกิน 1 ปี ไม่ได้หมายความว่าจะไม่สามารถให้เช่าต่อได้ เพียงแต่ให้สัญญาเช่าเดิมสมบูรณ์ต่อไปไม่เกิน 1 ปี เมื่อครบเวลาก็สามารถทำสัญญาเช่าฉบับใหม่กันต่อไปได้

การจำนองเป็นการบังคับเอากับทรัพย์สินที่จำนอง ไม่ใช่การบังคับเอากับผู้จำนอง ในการบังคับจำนองโดยปกติจะบอกกล่าวเพื่อบังคับจำนองเมื่อลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้แล้ว ก็ยังสามารถบังคับจำนองได้ก่อนเวลาที่ลูกหนี้ผิดนัดได้เมื่อปรากฏกรณีว่าทรัพย์ที่จำนองบุบสลาย หรือสูญหายไปจนไม่เพียงพอกับการชำระหนี้ ซึ่งในการบังคับจำนองต้องฟ้องร้องบังคับคดีต่อศาล แต่ในการขายฝากเมื่อผู้ขายฝากไม่สามารถไถ่ถอนได้ภายในกำหนดระยะเวลาตามสัญญาก็ไม่ต้องฟ้องร้องดำเนินคดีต่อศาล เพราะกรรมสิทธิ์ในทรัพย์นั้นตกเป็นของผู้ซื้อฝากในเวลาที่ทำสัญญาเสร็จสมบูรณ์

การประกันการชำระหนี้ด้วยวิธีจำนองหรือขายฝากทรัพย์สินเป็นการตกลงกันระหว่างบุคคลทั้งสองฝ่าย ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความพอใจ และความสามารถในการชำระหนี้คืนของลูกหนี้ ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงควรพิจารณาให้ดีถึงผลของกฎหมายในกรณีที่ไม่สามารถชำระหนี้คืนประกอบการตัดสินใจด้วย

ในส่วนของเจ้าหนี้ คือ ผู้รับจำนองหรือผู้ซื้อฝากนั้น ก็ต้องมีความละเอียดรอบคอบและพิจารณาให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจรับจำนองหรือซื้อฝากทรัพย์ ต้องคำนึงถึงผลในทางกฎหมายและความแตกต่างของการทำสัญญาทั้งสองประเภท รวมถึงความเหมาะสมกับตัวทรัพย์นั้นด้วย

> http://www.sme.go.th/cms/c/portal/layout?p_l_id=23.69

see also > http://www.land.co.th/land-info-top-1-9.asp

มอง CEO โลก ตอน “หู จิ่น เทา” สำหรับหนังสือพิมพ์โพสต์ ทูเดย์ฉบับวันอาทิตย์ที่
7 สิงหาคม 2548

ในแวดวงของผู้นำโลกปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นประเทศที่มีการปกครองแบบเสรีนิยม

ประชาธิปไตยหรือแบบคอมมูนิสต์ ทั้งที่พัฒนาแล้ว กำลังพัฒนาหรือด้อยพัฒนา ผมมองว่าคงไม่มีใครที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งพร้อมด้วยความมั่นคงในตำแหน่ง
เทียบเท่ากับประธานาธิบดีและเลขาธิการพรรคคอมมูนิสต์ของจีนสองตำแหน่งนี้ไปได้

ความเปลี่ยนแปลงและการเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วที่ป
ระสบผลสำเร็จของประเทศจีนภายในระยะเวลาไม่กี่ปี ส่งผลกระทบโดยต
รงต่อระบบเศรษฐกิจโลก ทำให้เป็นที่จับตามองว่า อีกไม่นานประเทศจีนจะก้าวเข้ามาเป็นขั้วมหาอำนาจใหม่ทางเศรษฐ
กิจที่มีศักยภาพพร้อมจะเป็นแกนนำในการขับเคลื่อนระบอบเศรษฐ
กิจของโลกต่อไปในอนาคตได้อย่างแน่นอน ทั้งนี้ ปัจจัยหลักคงไม่ใช่
เพียงเพราะจีนเป็นประเทศคอมมิวนิสต
์หรือมีประชากรกว่าพันล้านคน แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นน่าจะมาจาก
ระบบการบริหารและการจัดการที่ดี
ประกอบกับวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของผู้นำจีน

ดังนั้นหากเราจะเข้าใจจีนในปัจจุบันและรู้เท่าทันจีนในอนาคต
ผมคิดว่าเราควรมาทำความรู้จักกับหู จิ่น เทา ผู้นำรุ่นที่ 4
ของจีนคนปัจจุบัน อาจกล่าวได้ว่าหู จิ่น เทาคือผลผลิตของการวางราก
ฐานมาตลอดระยะเวลา 20 ปีของการวางระบบผู้นำจีน

หู จิ่น เทา เกิดในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1942 เขาเป็นบุตรชายคนโตของบิดาชื่อหู จิ้ง จือ ยึดอาชีพเป็นพ่อค้าชาในอำเภอจีซี มณฑลอันฮุย ซึ่งอยู่ไม่ไกลจาก
นครเซี่ยงไฮ้เท่าใดนัก เขามีน้องสาวอีกสองคน จะว่าไปแล้วชีวิตวัยเด็กของหู จิ่น เทานั้นได้ไปสัมผัสบรรยากาศบ้านนอกเพราะพ่อของเขาต้องการ
พาครอบครัวหลบหนีความวุ่นวายจากการที่หัวเมืองใหญ่ๆ เช่น
เซี่ยงไฮ้ นานกิง ตกอยู่ในการยึดครองของกองทัพญี่ปุ่น
แม้จะประสบกับความยากลำบาก อัตคัตขัดสนแต่ชีวิตก็ได้รับความสงบสมดังตั้งใจ หลังจากที่จีนผ่านพ้นสงครามแล้วในปี ค.ศ. 1950 หู จิ้ง จือ
และครอบครัวจึงได้อพยพกลับไปที่เมืองไท่โจว ซึ่งเป็น
เมืองขนาดกลางที่มีความเจริญแห่งหนึ่งของมณฑลเจียงชู
อยู่ไม่ไกลจากนครเซี่ยงไฮ้เท่าใดนัก แต่น่าเสียดายที่
มารดาของเขาได้เสียชีวิตไปในขณะที่เขามีอายุ
ได้เพียงแปดขวบเท่านั้น ไม่แต่เพียงเท่านั้นกิจการเล็ก ๆ ของบิดาของเขาได้รับการไถ่ซื้อจากพรรคและรัฐบาลในราคาที่ไม่สูงนัก บิดาของเขาจึงจำเป็นต้องไปทำงานเป็นลูกจ้างในบริษัทวิสาห
กิจรวมหมู่ที่ก่อตั้งขึ้นมาใหม่ มีรายได้เพียงพอที่จะเลี้ยงชีพไปวัน
ๆ หนึ่งเท่านั้น

(“การไถ่ซื้อ”เป็นนโยบายสำคัญประการหนึ่งของพรรค
และรัฐบาลจีนในช่วงตอนต้นของการสร้างชาติโดยทำควบคู่ไปกับการปฎิรูปที่ดิน )

หู จิ่น เทาฉายแววเด็กเรียนดีมาตั้งแต่เข้าโรงเรียนเพราะเขาได้เรียนแบบข้ามชั้น จนทำให้เขาจบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วยอายุสิบขวบครึ่งเท่านั้น ต่อจากนั้นเขาก็เรียนในชั้นมัธยมศึกษาจนจบด้วยอายุเพียง
16 ปีครึ่ง เรียนได้เกรดเอทุกวิชา โดยเฉพาะวิชาที่เขาชื่นชอบคือคณิตศาสตร์ จนได้สิทธิไปเรียนต่อระดับอุดมศึกษาในคณะวิศวกรรม
ชลประทานของมหาวิทยาลัยชิงหัว มหาวิทยาลัยที่คนหนุ่มสาวต่างใฝ่ฝันเพราะเป็นมหา
วิทยาลัยที่มีคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่ดีที่สุดของจีน ประกอบกับค่า
นิยมของคนสมัยก่อนว่า การที่จะเจริญก้าวหน้า ประสบความสำเร็จในอาชีพได้นั้น จะต้องเข้าเรียนในคณะวิศวกรรมศาสตร์ เพราะในช่วงนั้น เป็นช่วงที่กำลังพัฒนา
ประเทศ จึงต้องการขุมพลังในการผลักดันให้ประเทศสามารถพัฒนาไปได้ ทำให้คณะวิศวกรรมศาสตร์เป็นคณะที่มีผู้นิยมเรียนมากที่สุด และอดีตผู้นำของจีนหลายต่อหลายคนจบการศึกษาจากที่นี่

หู จิ่น เทาเป็นนักเรียนที่อายุน้อยที่สุดในรุ่นเดียวกัน เขาใช้เวลาเรียนถึง 6 ปี
(เดิมหลักสูตรคือ 5 ปี แต่ในปีที่เขาเรียนทางมหาวิทยาลัยได้ขยายเวลาเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งปี ) โดยทุกวิชาที่เรียนแทบจะได้ A ทุกวิชา และหลังจากจบการศึกษา เ
ขาได้ทำงานส่วนการวิจัยในมหาวิทยาลัย ร่วมกับผู้อำนวยการด้าน
เขื่อนและชลประทาน หู จิ่น เทามิใช่หนอนหนังสือหรือเอาแต่เรียนแต่เพียงอย่างเดียว เขายังรู้จักการใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยด้วยการร่วมกิจกรรมที่เขาสนใจ เช่น การเต้นรำลักษณะจีนแบบฟ้อนรวมหมู่หรือพื้นบ้านแบบเดิม ๆ ในวันหยุดสุดสัปดาห์ และได้เข้าเป็นสมาชิกสำรองพรรคคอมมิวนิสต์ในมหาวิทยาลัย
และเป็นผู้ฝึกอบรมให้กับรุ่นน้อง จะว่าไปแล้วหู จิ่น เทาไม่ได้มีความคาด
หวังว่าเขาจะ “ได้ดี” ในทางการเมืองมาก่อนเลย

ณ มหาวิทยาลัยชิงหัว เขาได้พบรักกับหลิว หย่ง ชิง เพื่อนสาวในคณะเดียว
กันในขณะที่เขาศึกษาอยู่ชั้นปีที่สอง ซึ่งต่อมาบุคคลทั้งสองนี้ได้แต่งงาน
ใช้ชีวิตร่วมกันจนมีบุตรสองคน จึงเป็นรักแรกและรักเดียวของผู้นำจีนคนนี้ ในด้านชีวิตส่วนตัวของเขากับครอบครัวนั้นราบรื่นดี
เมื่อว่างเว้นจากการทำงานเขามักพาภริยาและลูก ๆ
รวมทั้งเพื่อนร่วมงานออกไปเที่ยวชมวัตถุโบราณ พักผ่อนหย่อนใจ ซึ่งเป็นช่วงแรก ๆ ของการใช้ชีวิตรับราชการในดินแดนห่างไกล

หลังออกจากมหาวิทยาลัย เขาถูกส่งตัวไปยังมณฑลกานซู
ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความกันดารสูง แต่มีพลังน้ำเป็นจำนวนมากเนื่องจาก
เป็นต้นน้ำของแม่น้ำหวงโห เขาเริ่มทำงานในหน่วยงานก่อสร้างโดย
ทำงานร่วมกับกรรมกรสร้าง
เขื่อนอย่างไม่ถือตัวว่าตัวเองเป็นวิศวกร โดยทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับ
แรงงานทุกคนเพื่อหล่อหลอมความคิด
ให้เข้าใจความลำบากของชนชั้นแรงงาน และด้วยนิสัยอ่อนน้อมถ่อมตนของ
เขาทำให้สามารถเรียนรู้งานจากคนงาน
ก่อสร้างซึ่งเขาถือว่าเป็นครูในการฝึกฝนทำให้ทุกคนยอมรับนับถือความเป็นคนติดดิน

เขาใช้เวลากว่า 10 ปีในการสร้างเขื่อน และหลังจากสร้างเขื่อนเสร็จก็มีโอกาสได้เข้ามาสู่งานราชการจากคำชักชวนของเพื่อนสนิท โดยเริ่มเข้ามาทำงานราชการในปีค.ศ. 1975 ในช่วงที่ท่านเติ้งเสี่ยวผิง ปรับโครงสร้างการบริหารงานรัฐวิสาหกิจของประเทศจีน และในปีค.ศ. 1980 เขาถูกคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการสำรองพรรคคอมมิวนิสต์
หรือเรียกว่ากลุ่มคนหนุ่มสาวผู้สืบทอดรุ่นใหม่ ทำให้เขามีโอกาสได้เจอ
เข้าพบผู้นำระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์จีน

ในปีค.ศ. 1982 เขาได้เลื่อนขั้นเป็นรองประธานคณะกรรมการสันติบาล และในปี ค.ศ. 1985 ได้เป็นเลขาธิการมณฑลกุ๋ยโจ ซึ่งเป็นมณฑลที่ยากจนและกันดาร แต่เขาทำงานอย่างหนักและออกพื้นที่เป็นประจำเพื่อศึกษาและหาแนวทางการพฒนา และใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือนก็สามารถทำให้มณฑลนี้พัฒนาและเติบโตได้

หู จิ่น เทา มีความมุมานะ อดทน ขยันขันแข็ง ทำงานด้วยความรับผิดชอบ
คุณสมบัติชั้นเยี่ยมของเขาคือความถ่อมตัว มีความกตัญญูรู้คุณต่อผู้หลักผู้ใหญ่
ไม่เคยกลัวความลำบาก ประสบการณ์ช่วงชีวิตที่เขาตั้งหน้าตั้งตาศึกษาอย่างจริงจังพร้อม
กับความใฝ่ฝัน

ที่ต้องการเป็นวิศวกรชลประทาน ล้วนเป็นรากฐานอันแข็งแกร่งที่ทำให้เขากลายมา
เป็นคนหนุ่มที่มีความสามารถ ได้รับการยอมรับในความมีวิสัยทัศน์ ความเป็นคนดี มีวินัย ผู้ใหญ่หรือผู้นำต่างให้ความเมตตาต่อเขา จนเมื่อเขาก้าวสู่การเมือง เขาก็ไม่ต้องพบกับแรงเสียดทานในชีวิตมากมายนัก เพราะความที่เขาไม่ค่อยแสดงออกถึงความมักใหญ่ใฝ่สูงหรือทะเยอทะยานมาก ซึ่งคงเป็นเรื่องที่ผมมองว่าเขาเป็นคนที่รู้จักกาละเทศะ หรือการรอคอยจังหวะชีวิต
เขาเป็นคนใจเย็น ไม่แสดงอาการที่ทำให้คนอื่นรู้สึกขัดหู ขัดตาหรือไม่เป็นมิตร จึงทำให้ภาพลักษณ์ของเขาต่อสาธารณะออกมาในแง่ดี มีคนชื่นชอบบุคคลิกความ
เป็นผู้นำของเขา ประกอบความโดดเด่นในความเป็นคนที่กตัญญูรู้คุณ ส่งผลให้ภาพลักษณ์ของเขาได้รับการยอมรับอย่างสูง เราต้องไม่ลืมว่า สังคมจีน
รากฐานทางวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีมีความซับซ้อนและมีความเป็น
“การเมือง” ค่อนข้างสูง ผู้นำที่จะประสบความสำเร็จได้ต้องวางตัวดีทั้งต่อหน้า
สาธารณชนและคนรอบข้าง เรียกได้ว่าต้องเป็น “ทองแท้” จริง ๆ เพราะมิเช่น
นั้นอาจไปไม่ถึงดวงดาวดังหวัง หรือแม้แต่บางคนที่ปูทางมาดี ๆ อาจสะดุด
กล้มหมดหวังไปเลย หรือแม้แต่ถูกปลดกลางอากาศอย่างเติ้ง เสี่ยว ผิง ซึ่ง

เป็นผลมาจากความขัดแย้ง การแย่งชิงอำนาจ ก็มีให้เห็นอยู่ การเมือง การปกครองของจีนจึงเป็นที่ปราบเซียนอย่างแท้จริง

ผมมองว่าหู จิ่น เทา สามารถสร้างความเป็นเอกภาพให้กับจีนในยุคปัจจุบันได้มากที่
สุดยุคหนึ่งนับตั้ง
แต่ช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา เรื่องนี้ผมประสบมากับตัวจากประสบการณ์ตรงในการ
เดินทางไปเมืองจีน ได้มีโอกาสพูดคุยกับนักธุรกิจหรือผู้นำของเขาพบว่า ส่วนใหญ่แล้วให้การยอมรับผู้นำเบอร์หนึ่งของเขา ไม่ค่อยมีการนินทาว่าร้าย
แบ่งก๊ก แบ่งเหล่า นั่นแสดงให้เห็นว่าการเมืองของจีนมีเสถียรภาพมาก ๆ แม้แต่ในดินแดนที่มีปัญหาเช่นเขตปกครองซีจ้างหรือทิเบตเองก็ตาม ชาวทิเบต
ให้การยอมรับหู จิ่น เทาอย่างดี เพราะในช่วงปีค.ศ. 1988 ในช่วงที่เขาถูกส่งไปเป็นเลขาธิการพรรคคอมมูนิสต์ที่ทิเบต ( นับเป็นการเดินสู่ถนนช่วงโค้งสุดท้ายก่อนที่เขาจะก้าวขึ้นสู่ทำเนียบผู้นำประเทศ ) ช่วงนี้เองที่ทำให้เขาได้มีโอกาสแสดงฝีมือยุติความขัดแย้งระหว่างชาว
ทิเบตกับคณะปกครองจีน ในช่วงนั้นเกิดการปะทะกันขึ้น มีคนเสียชีวิตไปหลายคน
แต่สุดท้ายเหตุการณ์ต่าง ๆ สงบลงได้เพราะความสามารถในการแก้ปัญหาของเขา
ด้วยพื้นฐานความเป็นคนหนุ่ม ใจเย็น ให้เกียรติรับฟังปัญหาและข้อคิดเห็นต่าง ๆของแต่ละฝ่าย การเข้าไปคลุกวงในเพื่อรับรู้ปัญหาในระดับรากหญ้า ด้วยวิธีการที่เขาตัดสินใจเข้าพบผู้มีอำนาจในระดับสูงเพื่อหารือแนวทางในการ
แก้ไขปัญหาความขัดแย้งแล้วนำมาประยุกต์ใช้ ซึ่งได้ทุ่มเงินกว่า 16,000 ล้านหยวน เพื่อปรับยุทธศาสตร์เปลี่ยนให้ทิเบตเป็นเมืองท่องเที่ยวซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูงทั้งใน
เรื่องของเศรษฐกิจและลดปัญหาความขัดแย้ง การได้ข้อมูลที่ถูกต้องนั้นมีส่วนสำคัญที่ทำให
้เขาสามารถวางแผน กำหนดนโยบายในการแก้ไขปัญหา จัดการได้อย่างถูกต้อง มีเหตุและผลและสร้างความยุติธรรมในสังคม ซึ่งเป็นเรื่องที่เขาเห็นว่าจำเป็นและเหมาะสมกว่าการใช้อำนาจแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งประการนี้ต่างจากผู้นำจีนคนอื่นๆ ที่ต้องใช้อำนาจและแลกมาด้วยหลายชีวิตเพื่อ
ให้ได้มาซึ่งอำนาจ

ก่อนหน้านั้นในปีค.ศ. 1980 และเป็นปีที่เขามีอายุ 38 ปี หู จิ่น เทาได้รับเลื่อนขึ้นเป็นรองประธานคณะกรรมการพัฒนามณฑลกานซ
ูเทียบเท่าระดับรองอธิบดีซึ่งถือว่าเป็นขั้นเริ่มต้นของการไต่บันไดไปสู่ตำ
แหน่งทางการเมืองสูงสุดที่จัดว่าเป็น “เส้นตรง” ความที่เขามีพื้นฐานการศึกษาดีเยี่ยม มีผลการทำงานเป็นที่พอใจของทุกฝ่าย มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในงาน
ที่ทำอย่างหาตัวจับได้ยาก และผ่านการทดสอบงานจากสถานที่จริงอย่างเชี่ยวกรำ ทั้งทางด้านการใช้แรงงานร่วมกับคนงานก่อสร้างและความรู้ความเชี่ย
วชาญทางด้านวิศวกร สิ่งเหล่านี้ได้กลายมาเป็น
“คุณสมบัติ” ชั้นยอดที่ทำให้เขาอยู่ในสายตาของ “ผู้นำ” ในยามที่ต้องเลือกบุคคลที่ไว้วางใจได้เพื่อส่งไปทำงานในสถานการณ
์ที่ต้องใช้ความสามารถเฉพาะตัวอย่างสูง ผมมองว่าปัจจัยเหล่านี้เองที่ช่วยให้หนทาง
การก้าวสู่ดวงดาวของเขานั้น
ค่อนข้างสดใสไร้ขวากหนาม เพราะพื้นฐานที่ดีของตัวเขาเอง มิใช่เรื่องของโชคลาง
หรือ เส้นสายอย่างแน่นอน

และในปีค.ศ. 1985 หู จิ่น เทาได้รับคำสั่งแต่งตั้งให้เป็นเลขาธิการพรรคคนที่หนึ่ง
ของมณฆลกุ้ยโจว มีฐานะเป็นผู้นำสูงสุดของมณฑลด้วยอายุ 43 ปีเท่านั้นเอง นับเป็น
ผู้นำหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรง แม้ว่ามณฑลกุ้ยโจวจะถูกมองว่าเป็นสถานที่ปราบเซียน เพราะเต็มไปด้วยปัญหาที่รอการจัดการ ด้วยขึ้นชื่อว่าเป็นดินแดนทุรกันดาร
ภูมิประเทศเป็นภูเขา ประชากรส่วนใหญ่มีรายได้น้อย แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขาท้อถอย
เขาลุยพื้นที่สำรวจครบ 86 อำเภอเพื่อให้เข้าใจถึงปัญหา
อย่างลึกซึ้ง ไม่แต่เพียงเท่านั้นเขายังได้ให้ทีมงานของเขาเก็บตัวเลข สถิติต่าง

ๆ อย่างถี่ถ้วนเพื่อเอาไว้เป็นข้อมูล แน่นอนว่าเขาย่อมมองเห็นช่องทางในการเปลี่ยน
“ข้อด้อย” ให้เป็น “ ข้อดี”เพราะเขามองเห็นความมั่งคั่งที่ซ่อนเร้นจากทรัพยา
กรธรรมชาติที่มากมาย เพียงแต่ต้องอาศัยเวลาในการปรับปรุง พัฒนา
โดยเริ่มจากการแก้ปัญหาเรื่อง “การศึกษา” ของประชาชนเสียก่อนโดยไม่ต้อง
รอความช่วยเหลือทางด้านวัตถุ เขาเน้นการช่วยเหลือตัวเองให้มีความรู้ ความเข้มแข็ง ซึ่งระยะเวลาที่เขาอยู่ที่นั่นก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าแนวทางการทำงานแบบ “คลุกฝุ่นและลงลึก”
ของเขานั้นช่วยให้เศรษฐกิจของมณฑลกุ้ยโจวเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างมาก

คุณสมบัติของผู้นำที่หู จิ่น เทาเน้นย้ำคือ “ ต้องเป็นผู้มีจิตใจมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว
มีอุดมการณ์ มีความกระตือรือร้น และจะต้องทำงานอยู่กับความเป็นจริง
เริ่มจากความเป็นจริง ไม่หวังลาภ เกียรติยศ ชื่อเสียง ไม่อวดเบ่ง ไม่นั่งอยู่บนหัวชาวบ้าน จะต้องมีจิตใจเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกับชาวบ้าน ส่งเสริมสิทธิประชาธิปไตยของชาวบ้านและสามารถตัดสินใจได้อย่างเฉียบขาด
ในคราวจำเป็น” นอกจากนี้ “ผู้ปฎิบัติงานรุ่นใหม่ ควรจะมีท่วงทำนองดี
พูดความจริง ทำงานที่เป็นจริง หวังผลงานที่เป็นจริง จะต้องเป็นนักสำรวจค้นคว้าให้ถึงรากฐานของชาวบ้านและของปัญหาอย่างแท้จริ
” และที่สำคัญที่สุดคือ “ ความรักในชีวิตและการงานด้วยการรับผิดชอบต่อหน้าที่การงาน
ความซื่อตรงต่อมิตรภาพ ความรักในการออกกำลังกาย รักในศิลปวัฒนธรรม
และรักในทุกสิ่งทุกอย่างที่ดี ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน”

ชีวิตการทำงานของหู จิ่น เทาก่อนที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำหมายเลขหนึ่งมิได้โรยด้วย
กลีบกุหลาบแต่ก็มิต้อง
เผชิญหน้ากับอุปสรรคขวากหนามจนสาหัสสากรรจ์นั่นเป็นเพราะบุคคลิกภาพและคุณ
สมบัติอันโดดเด่นของเขาคือรอบคอบ รัดกุม ไม่พูดมากไปกว่าการแสดงทัศนะและอุดมการณ
์เท่าที่จำเป็น หลีกเลี่ยงไม่ตกเป็นข่าวซึ่งรวมถึงบุคคลในครอบครัวเขาด้วยเช่นกัน
เขาไม่นิยมการทำงานแบบ “ผักชีโรยหน้า” หรือคอยแต่รับเจ้าหนาย หรือสร้างภาพใด ๆ แต่เขาเป็นคนที่ซื่อตรงต่อมิตรภาพ ไม่หยิ่งยะโส ใช้ชีวิตธรรมดาติดดิน

เรียบง่าย มีวาทศิลป์ที่ดี สังเกตได้จากการที่เขามีส่วนเกี่ยวข้องในการยุติปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ เรื่องมักจบลงด้วยดีเพราะการเจรจาของเขา

หู จิ่น เทาผ่านถนนการทำงานมามากมายซึ่งล้วนแต่เป็นไปเพื่อพิสูจน์ความสามารถในการเป็น “ผู้นำ” ด้วยตัวเขาเองและจากการให้ “โอกาส” ของผู้ใหญ่ที่เต็มไปด้วยวิสัยทัศน์ จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าหนทางในโค้งสุดท้ายก่อนที่เขาจะเข้ามารับตำแหน่งผู้นำสูงสุด ช่วยสร้างให้เขามีผลงานโดดเด่นเข้าตาคณะกรรมการกลางพรรคประกอบกับคุณสมบัติต่าง
ๆ ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ย่อมส่งเสริมให้เขาประสบความสำเร็จอย่างที่ตัวเขาเองก็คง
ไม่ได้คาดคิดมาก่อนเช่นกัน

ไม่แต่เพียงเท่านั้น ประสบการณ์ทั้งหมดนี้ถือเป็นการบ่มเพาะให้เขามีความสามารถในการดำรง
ตำแหน่งประธานาธิบดีของประเทศที่ยิ่งใหญ่อย่างประเทศจีนและแน่นอนว่าเราสามารถ
ยกย่องให้เขาเป็น “ประธานาธิบดีโลก” เพื่อเป็นแกนนำของการขับเคลื่อนกลไกทางเศรษฐกิจและเตรียมความพร้อมในการก้าว
ไปสู่มหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลกขั้วใหม่ในอนาคตได้อย่างแน่นอน…

วิกรม กรมดิษฐ์
vikrom@amatafoundation.org

> http://www.oknation.net/blog/print.php?id=318193

Tags:
Tags:

ก่อนอื่นผมขอร่วมไว้อาลัยต่อการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และขอสวัสดีปีใหม่แด่ผู้อ่านทุกท่าน รวมทั้งขอถือโอกาสนี้ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย โปรดประทานพรให้พวกเราชาวไทยแคล้วคลาดจากสิ่งไม่ดีที่ประสบในช่วงที่ผ่านมา และพบกับสิ่งใหม่ๆ ที่นำความสุขมาให้ตลอดปีใหม่นี้

 

คอลัมน์มุมเอกฉบับแรกรับปีใหม่นี้ จะขอเริ่มด้วยเรื่อง การบริหารเศรษฐกิจในปีหนู ซึ่งผมคาดว่าจะมีความยากและซับซ้อนมากกว่าการบริหารเศรษฐกิจในปีหมูหลายเท่าตัว เพราะในปีนี้เศรษฐกิจไทยจะเผชิญกับความเสี่ยงต่างๆ จากปัจจัยภายนอกและภายในค่อนข้างมาก ทั้งจากความเสี่ยงของ การชะลอตัวในเศรษฐกิจโลกที่อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออก ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยเพียงตัวเดียวในช่วงที่ผ่านมา และ ความเสี่ยงจากปัญหาซับไพร์มในสหรัฐ ที่นับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจการเงินทั่วโลกรวมทั้งไทย นอกจากนั้น ยังมี ความเสี่ยงจากภายในประเทศที่สำคัญ

 

จากปัญหาการถีบตัวของเงินเฟ้อ ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ทยอยปรับตัวสูงขึ้นตั้งแต่ต้นปี รวมทั้งปัญหาการลงทุนและการบริโภคภายในประเทศที่ยังขยายตัวในระดับต่ำมาก ดังนั้น โจทย์ที่สำคัญสำหรับรัฐบาลใหม่ในการบริหารเศรษฐกิจในปีหนูนี้ จะต้องเน้นการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเร่งฟื้นการใช้จ่ายภายในประเทศทั้งการบริโภคและลงทุน เพื่อชดเชยการส่งออกที่อาจจะลดลงตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ไปพร้อมๆ กับการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจในประเทศ โดยเฉพาะการดูแลไม่ให้เงินเฟ้อสูงเกินไป ในทางทฤษฎี เมื่อเป้าหมายทางเศรษฐกิจมีสองเป้าหมาย รัฐบาลจำเป็นต้องมีเครื่องมือทางเศรษฐกิจอย่างน้อยสองประเภทเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น รัฐบาลใหม่จำเป็นต้องบริหารเศรษฐกิจโดยใช้เครื่องมือหลักทั้ง 2 ด้าน คือ

 

ด้านนโยบายการคลังและด้านนโยบายการเงินแบบผสมผสานร่วมกัน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทั้งสองที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ในด้านนโยบายการคลัง รัฐบาลควรจะนำเครื่องมือทางการคลัง ไม่ว่าจะเป็นด้านรายจ่ายหรือรายได้ มาช่วยสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เนื่องจากนโยบายการคลังสามารถส่งผลกระทบต่อภาคประชาชนและภาคธุรกิจได้โดยตรง รวมทั้งสามารถกำหนดเป้าหมายกลุ่มคนหรือกลุ่มธุรกิจที่ต้องการรับความช่วยเหลือได้ชัดเจน เช่น นโยบายด้านรายจ่ายสามารถระบุงบประมาณรายจ่ายที่เฉพาะเจาะจงไปช่วยกลุ่มคนจนในระดับรากหญ้า ที่มักจะได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อมากกว่าคนรวย หรือนโยบายเร่งการลงทุนในโครงการภาครัฐ ซึ่งจะช่วยเพิ่มการลงทุนของประเทศที่แทบจะไม่ขยายตัวอยู่ในขณะนี้ ในขณะที่นโยบายด้านภาษีก็สามารถนำมาใช้สนับสนุนขีดความสามารถในการแข่งขันโดยจูงใจให้ภาคเอกชนมีการลงทุนมากขึ้น ส่วนในด้านนโยบายการเงิน ผ่านอัตราดอกเบี้ยหรืออัตราแลกเปลี่ยนนั้น เป็นเรื่องที่จะต้องดำเนินนโยบายผ่านสถาบันการเงินและตลาดเงินทั้งระบบ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและระบบการเงินทั้งประเทศ ดังนั้น นโยบายการเงินจึงควรถูกนำมาใช้เพื่อดูแลรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจในภาพรวม โดยเฉพาะในปัจจุบันที่เสถียรภาพเศรษฐกิจมีปัญหาจากเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม การใช้นโยบายการเงินเพื่อดูแลเงินเฟ้อควรต้องใช้อย่างระมัดระวังด้วย และจะต้องแก้ปัญหาให้ถูกจุด เช่น หากการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อมาจากปัญหาราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นมาก ในช่วงที่การใช้จ่ายภายในประเทศชะลอตัวเฉกเช่นในปัจจุบัน หรือที่เรียกว่า Cost-push inflation ทางการก็ไม่ควรใช้นโยบายการเงินด้วยการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อลดเงินเฟ้อ เพราะจะยิ่งส่งผลให้ต้นทุนของผู้ประกอบการ (ต้นทุนการกู้เงิน) สูงขึ้น แต่ควรใช้นโยบายการเงินผ่านนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน โดยปล่อยให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการนำเข้าในรูปเงินบาทให้ถูกลงได้

 

ทั้งนี้ การบริหารค่าเงินบาทก็ไม่ควรปล่อยให้ค่าเงินบาทแข็งรวดเร็วจนเกินไป จนภาคการผลิตปรับตัวไม่ทัน และควรดูแลให้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในทิศทางที่สอดคล้องกับค่าเงินของประเทศคู่แข่งขัน เพราะหากค่าเงินบาทแข็งกว่าค่าเงินสกุลของคู่แข่งมาก ผู้ส่งออกไทยก็จะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านราคากับประเทศคู่แข่ง และอาจทำให้การส่งออกลดลง ซึ่งในที่สุด ก็จะส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัวชะลอลง กลายเป็นปัญหางูกินหาง วนไปวนมา ระหว่างปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวและปัญหาเสถียรภาพ

 

สำหรับกรณีที่ปัญหาการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อมาจากการใช้จ่ายภายในประเทศที่ขยายตัวสูงมาก จนสินค้าผลิตไม่ทัน ทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้น (Demand-pull inflation) ทางการก็ควรใช้นโยบายการขึ้นดอกเบี้ย เพื่อลดการใช้จ่ายภายในประเทศและชะลอความร้อนแรงทางเศรษฐกิจ จะเห็นได้ว่า การบริหารเศรษฐกิจให้ดีเป็นเรื่องของศาสตร์และศิลป์ คือ จะต้องเข้าใจศาสตร์ทางเศรษฐกิจ ว่า นโยบายเศรษฐกิจแต่ละประเภทจะส่งผลกระทบต่อตัวแปรทางเศรษฐกิจอย่างไร

 

ในขณะเดียวกัน ก็จะต้องใช้ศิลปะในการเลือกใช้นโยบายเศรษฐกิจให้เกิดความสมดุลและเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจด้วย กล่าวโดยสรุป ผมว่าเศรษฐกิจในปีหนูนี้ รัฐบาลใหม่คงจะเผชิญกับปัญหาหลักๆ คือ ปัญหาการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ และปัญหาเรื่องเสถียรภาพเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะจากอัตราเงินเฟ้อที่จะสูงขึ้นจากปีก่อนอย่างมาก ยังไงก็คงต้องขอฝากรัฐบาลใหม่ให้ดูแลปัญหาทั้งสองเป็นพิเศษด้วยนะครับ

> http://newsroom.bangkokbiznews.com/comment.php?id=5289&user=ekniti

ในช่วงนี้ผมได้รับคำถามค่อนข้างบ่อยจากคนรอบตัว ว่า ทำไมบรรดาแบงก์ต่างๆ แห่กันขึ้นดอกเบี้ย แล้วดิฉันหรือผม (ในฐานะผู้ที่ฝากเงิน) ควรรีบย้ายเอาเงินไปฝากแบงก์ต่างๆ ที่ขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากสูงขึ้นหรือไม่ ซึ่งผมเชื่อว่าคำถามนี้คงอยู่ในใจของท่านผู้อ่านหลายท่านเช่นกัน จึงขอนำมาอธิบายแถลงไขในคอลัมน์มุมเอกฉบับนี้

 

เหตุผลที่ธนาคารต่างๆ แห่กันขึ้นดอกเบี้ยระดมเงินฝากตอนนี้ เพราะเขาเริ่มเห็นทิศทางว่าดอกเบี้ยในอนาคตจะต้องสูงขึ้นอย่างแน่นอน ดังนั้น ถ้าธนาคารสามารถจูงใจโดยขึ้นดอกเบี้ยเล็กน้อยให้ผู้ฝากเงินรีบนำเงินมาฝากในตอนนี้ที่ดอกเบี้ยยังไม่ขึ้น โดยเฉพาะในเงินฝากระยะยาวๆ อาทิเช่น 1 ปีขึ้นไป ธนาคารก็จะสามารถล็อกต้นทุนดอกเบี้ย (ที่ยังถูกอยู่) ที่ต้องจ่ายให้แก่ผู้ฝากเงินได้ก็อย่างน้อยอีก 1 ปี แต่ถ้ายังคงอ้อยอิ่งขยับขึ้นดอกเบี้ยช้า รอจนอัตราดอกเบี้ยในอนาคตสูงขึ้น แบงก์ก็จะมีต้นทุนระดมเงินฝากสูงขึ้นตามไปด้วย คราวนี้พอแบงก์หนึ่งเริ่มขยับดอกเบี้ยขึ้น เพื่อระดมเงินฝากเพื่อล็อกต้นทุนดอกเบี้ยที่ยังถูกอยู่ แบงก์อื่นๆ ก็ยิ่งต้องขยับขึ้นดอกเบี้ยตาม มิฉะนั้น ในอนาคตตัวเองก็จะมีต้นทุนเงินฝากสูง และทำให้แข่งขันสู้กับแบงก์ที่มีต้นทุนเงินฝากที่ถูกกว่าไม่ได้ นี่แหละครับที่ทำให้ทุกแบงก์แห่กันขึ้นเงินฝากตามธนาคารยักษ์ใหญ่ ที่เริ่มขยับดอกเบี้ยเป็นเจ้าแรกในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา

 

ท่านผู้อ่านที่เป็นผู้ฝากเงินทั้งหลาย อาจจะเริ่มสงสัยอยู่ในใจว่า ยังงี้ ผู้ฝากเงินก็เสียเปรียบซิ เพราะหากรีบบุ่มบ่ามย้ายเงินมาฝากที่แบงก์จูงใจให้ดอกเบี้ยสูงขึ้นในตอนนี้ ถูกต้องแล้วครับ! หากสถานการณ์ดอกเบี้ยเป็นขาขึ้นอย่างที่ทุกแบงก์คาดจริง ผู้ฝากเงินที่รีบนำเงินไปฝากระยะยาวในแบงก์ต่างๆ แล้ว คงต้องเตรียมน้ำใบบัวบกไว้รับประทานแก้ช้ำใจไว้ล่วงหน้าได้เลย การที่ธนาคารหรือสถาบันการเงินสามารถรู้และคาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ยได้ดีกว่าลูกค้าผู้ฝากเงินทั้งหลายแบบนี้ จนสามารถสร้างความได้เปรียบในการใช้ประโยชน์ของข้อมูลนี้

 

นักเศรษฐศาสตร์เขามีศัพท์ทางการเรียกว่า ความไม่สมมาตรของข้อมูล หรือ Asymmetric Information คือ บุคคล 2 กลุ่ม มีข้อมูลที่ไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งข้อมูลในที่นี้ คือ ข้อมูลเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยและทิศทางเศรษฐกิจการเงินในอนาคต สาเหตุที่ธนาคารส่วนใหญ่รู้ข้อมูลนี้ได้ดีกว่าลูกค้า ก็เพราะสถาบันการเงินสามารถมองเห็นภาพรวมของสภาพคล่องทางการเงิน และปริมาณเงินของสถาบันการเงินและระบบการเงิน ที่เป็นการรวมบัญชีของผู้ฝากเงินและผู้กู้เงินในภาพใหญ่ ในขณะที่ลูกค้าผู้ฝากเงินจะรู้เฉพาะเงินฝากในบัญชีของตัวเองเท่านั้น ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของเงินฝากหรือปริมาณเงินทั้งระบบ ในส่วนตัวผม ด้วยความที่เป็นนักเศรษฐศาสตร์ และเคยมีประสบการณ์อยู่ในสถาบันการเงินอยู่บ้าง พอจะคาดเดาได้ว่า ทำไมแบงก์ทั้งหลายจึงมองว่าเป็นดอกเบี้ยขาขึ้น จนต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยระดมเงินฝากในช่วงนี้ ดังนี้

 

1. เงินเฟ้อที่สูงขึ้นอย่างมากในช่วงนี้ จากที่อยู่ที่เฉลี่ยร้อยละ 2.3% ในปีก่อน มาอยู่ที่เฉลี่ย 5.8% ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ และอยู่สูงสุดในรอบเกือบ 10 ปี ที่ 7.6% ในเดือนพฤษภาคม อีกทั้งยังมีแนวโน้มจะสูงขึ้นต่อไปอีก ดังนั้น จึงมีโอกาสเป็นไปได้สูงที่ธนาคารแห่งประเทศ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรืออัตราดอกเบี้ยซื้อคืนในตลาดพันธบัตรระยะ 1 วัน ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมในระยะสั้นของตลาดการเงิน ในช่วงที่เหลือของปี ทั้งนี้ จากการแถลงข่าวของคณะกรรมการนโยบายการเงินในวันที่ 21 พฤษภาคม บอกอย่างชัดเจนว่า “หากแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อเร่งขึ้นต่อเนื่อง คณะกรรมการพร้อมที่จะดำเนินนโยบายการเงินที่เหมาะสมในระยะต่อไป” ซึ่งผมถือว่าเป็นการส่งสัญญาณให้ตลาดการเงินทราบอย่างค่อนข้างชัดเจน พอดี บังเอิญข้อมูลอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในเดือนพฤษภาคม ที่ประกาศออกมาตามหลังการแถลงข่าวของธปท.ไม่กี่วัน ปรากฏว่าสูงเกือบแตะเพดานเป้าหมายเงินเฟ้อ (Inflation Targeting) ที่ธปท.ประกาศไว้ ผมจึงมั่นใจว่า ธปท. น่าจะขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินในเดือนหน้า

 

2. นอกจากอัตราดอกเบี้ยในระยะสั้นที่ถูกคุมโดยดอกเบี้ยนโยบายของธปท. จะมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นแล้ว อัตราดอกเบี้ยระยะยาว ซึ่งกำหนดโดยกลไกในตลาดการเงิน ได้ปรับตัวสูงขึ้นไปล่วงหน้าเช่นกัน ดังจะเห็นได้จากอัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรระยะยาวที่ปรับตัวสูงขึ้นเกือบ 1% ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ดังนั้น จึงเป็นการสะท้อนถึงการคาดการณ์ของตลาดการเงินว่าอัตราดอกเบี้ยในระยะยาวจะสูงขึ้น สำหรับสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อัตราดอกเบี้ยระยะยาวปรับตัวสูงขึ้น ก็มาจากการที่ตลาดการเงินคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะสูงขึ้นเช่นกัน

 

3. จากการที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้จัดทำงบประมาณขาดดุลเพิ่มขึ้นจาก 1.8% ของจีดีพีในปีงบประมาณ 2551 เป็น 2.5% ต่อจีดีพี ในปีงบประมาณ 2552 ทำให้ความจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้นในอนาคต แถมหากรัฐบาลสามารถเริ่มลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ อาทิเช่น รถไฟฟ้า ได้ตามที่โฆษณาไว้จริง ก็ยิ่งมีความจำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มขึ้นอีก ดังนั้น สถาบันการเงินจึงคาดการณ์ได้ว่า ในอนาคตอันใกล้ รัฐบาลคงจำเป็นจะต้องออกพันธบัตรรัฐบาลเพื่อชดเชยการขาดดุลมากยิ่งขึ้น และตามกลไกตลาด เมื่อมีปริมาณพันธบัตรออกมามากขึ้น ราคาพันธบัตรก็จะปรับตัวลดลง ซึ่งจะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ย หรือผลตอบแทนของพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย

 

4. การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในเดือนเมษายนที่ -1,661 ล้านบาท และการที่นักลงทุนต่างประเทศเริ่มถอนเงินกลับออกนอกประเทศ ในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา จนเป็นเหตุให้ค่าเงินบาทอ่อนลงอย่างรวดเร็วจาก 32 บาท ในเดือนก่อน เป็น 33 บาทต่อดอลลาร์ในปัจจุบัน เป็นสัญญาณบอกเหตุอย่างชัดเจนว่า สภาพคล่องทางการเงินจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด และจากเงินทุนไหลเข้าที่มีอยู่สูงในปีที่แล้ว จะลดลงอย่างมากในปีนี้

 

ดังนั้น สถาบันการเงินต่างๆ ที่คาดการณ์ว่าสภาพคล่องจะลดลงนี้ จึงต้องรีบระดมทุนในช่วงที่สภาพคล่องยังมีอยู่เหลือในช่วงนี้ ก่อนที่สภาพคล่องทางการเงินจะหดหาย ซึ่งในเวลานั้น คงต้องขึ้นดอกเบี้ยสูงมากเพื่อระดมทุน ซึ่งจะทำให้ต้นทุนของแบงก์สูงขึ้นตามไปด้วย

> http://newsroom.bangkokbiznews.com/comment.php?id=5288&user=ekniti

ในคอลัมน์มุมเอกฉบับที่แล้วเมื่อสองสัปดาห์ก่อน ผมได้เริ่มเขียนบทความ เรื่องปัญหาแรงงานขาดแคลน ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่ถูกมองข้ามมาโดยตลอด ทั้งๆ ที่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่สะท้อนให้เห็นอยู่ในสังคมและเศรษฐกิจไทยอยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง หรือปัญหาการย้ายฐานการผลิตของบริษัทข้ามชาติไปเปิดโรงงานในประเทศอื่น เพราะมีแรงงาน (ที่มีฝีมือ) ไม่เพียงพอ และหากประเทศไทยยังปล่อยให้ปัญหาเหล่านี้ยังคงเป็นอยู่ต่อไป ในที่สุดปัญหาที่สะสมก็จะกลายเป็นระเบิดเวลาทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ คอลัมน์มุมเอกในวันนี้ จะมาขอเขียนต่อจากบทความฉบับก่อน ซึ่งผมได้เกริ่นค้างไว้ถึงแนวทางออกในการแก้ปัญหาแรงงานขาดแคลน 3 ด้าน ดังนี้

 

1. สนับสนุนให้คนไทยแต่งงานและมีลูกกันเยอะๆ แต่ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า วิธีนี้คงได้ผลยากในทางปฏิบัติ เพราะเรื่องอย่างนี้เป็นเรื่องส่วนตัว จะมาบังคับกันคงลำบาก ดูขนาดสิงคโปร์ซึ่งเป็นประเทศที่ขาดแคลนแรงงานมากที่สุดในภูมิภาคนี้ ได้พยายามออกมาตรการทุกวิถีทางที่จะจูงใจให้คนมีลูกกันเยอะๆ เช่น แจก Bonus ให้แก่คนมีลูก (รู้จักกันในนาม Baby bonus) หรือลดหย่อนภาษีหลายเท่าให้แก่ผู้มีบุตร แถมขยายเวลาลาคลอดและเลี้ยงดูบุตรได้นานเป็นพิเศษ แต่ก็ยังไม่ค่อยมีผลในการเพิ่มอัตราการเกิดของประชากรสิงคโปร์ได้สักเท่าไร

 

2. ประเทศไทยคงไม่มีทางเลือกที่จะต้องอาศัยแรงงานต่างชาติเข้ามาช่วยทำงานในระยะสั้น ในช่วงที่ยังไม่สามารถกระตุ้นให้คนมีลูกมากขึ้นได้ แต่การนำเข้าแรงงานต่างด้าวควรต้องเน้นกลุ่มเป้าหมายที่แรงงานมีฝีมือมากขึ้น และสอดคล้องกับเป้าหมายของสาขาการผลิตที่ต้องการให้ไทยเป็นผู้นำในเศรษฐกิจโลกในระยะยาว แม้ว่าในปัจจุบันนี้ ประเทศไทยจะมีการขาดแคลนแรงงานอย่างมากในสองกลุ่มหลักๆ คือ กลุ่มแรงงานไร้ฝีมือ เพื่อเข้ามาทำงานแทนคนไทยที่ไม่ค่อยอยากทำเท่าไรแล้ว เช่น แรงงานรับจ้างเย็บปักถักร้อย และแรงงานรับจ้างทำความสะอาด เป็นต้น กับ กลุ่มแรงงานที่มีฝีมือ เช่น วิศวกร หรือช่างเทคนิคต่างๆ ตามโรงงานอุตสาหกรรมการผลิตที่สำคัญต่างๆ เช่น โรงงานผลิตรถยนต์ หรือ ฮาร์ดดิสก์ แต่เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเร่งยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมให้มีคุณภาพ ให้สามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้ในระยะสั้น ผมเห็นว่าประเทศไทยน่าจะพิจารณากำหนดเป้าหมายแรงงาน เฉพาะที่มีฝีมือและขาดแคลนให้ชัดเจน รวมทั้งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาประเทศ โดยการปรับปรุงกฎหมายและกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับแรงงาน เพื่อให้เป้าหมายกลุ่มแรงงานที่มีฝีมือที่ขาดแคลน สามารถผ่านกระบวนการพิเศษที่สามารถขออนุญาตใบทำงานได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพขึ้น ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นเหมือนระบบในปัจจุบันที่ไม่ว่าจะเป็นแรงงานไร้ฝีมือเพื่อเข้ามาทำความสะอาด หรือเป็นวิศวกรในอุตสาหกรรมรถยนต์ ก็ต้องผ่านกระบวนการอันยืดยาวเพื่อขอใบอนุญาตทำงาน working permit เหมือนๆ กัน แถมยังต้องคอยหมุนเวียนเดินทางข้ามประเทศทุกๆ 3 เดือน 6 เดือน เพื่อแค่ไปขอวีซ่าในการกลับเข้ามาทำงานใหม่เหมือนๆ กัน นอกจากนั้น เราก็ควรยอมรับความจริงในการเปิดรับแรงงานไร้ฝีมือที่ขาดแคลนให้เข้ามาอยู่ในระบบมากขึ้นด้วย เพื่อจะได้ลดปัญหาการหลบหนีเข้าเมืองในปัจจุบัน ที่อาจนำไปสู่ปัญหาสังคมตามมาอีกมากมาย ซึ่งการนำแรงงานนอกระบบเข้าสู่ในระบบนี้ น่าจะช่วยให้สามารถควบคุมดูแลจัดระเบียบให้เรียบร้อยขึ้นด้วย

 

3. วิธีการสุดท้ายที่ผมคิดว่าจะเป็นวิธีการที่ดีและมีประสิทธิภาพที่สุด แม้ว่าจะต้องใช้ระยะเวลานานเพียงใดก็ตาม ก็คือ การเพิ่มคุณภาพแรงงาน ซึ่งผมเห็นว่าประเทศไทยต้องเร่งเพิ่มคุณภาพคนไทยในทุกมิติ ทั้งในด้านการศึกษาสูงขึ้น มีทักษะที่ดีขึ้น สอดคล้องกับความต้องการมากขึ้น และที่สำคัญต้องมีคุณธรรมมากขึ้น ดังนี้

 

การเพิ่มคุณภาพแรงงานผ่านการศึกษาที่สูงขึ้น หมายถึง การยกระดับการศึกษาขั้นต่ำของแรงงานไทยให้สูงขึ้นกว่าเดิม ซึ่งในปัจจุบัน ระดับการศึกษาเฉลี่ยของคนไทยอยู่ในระดับต่ำมากเพียงแค่ประมาณ 8 ปีกว่าๆ เท่านั้น พูดง่ายๆ ก็คือ เรียนยังไม่จบมัธยม 3 เลย ทั้งๆ ที่การศึกษาภาคบังคับของไทยอยู่ที่ 9 ปี ซึ่งก็สอดคล้องกับตัวเลขการสำรวจระดับการศึกษาของกำลังแรงงานคนไทย ที่พบว่า มีแรงงานอยู่สูงถึงเกือบ 3 ใน 4 ของแรงงานทั้งหมดที่มีอยู่ประมาณ 34 ล้านคน ที่มีการศึกษาต่ำกว่าระดับมัธยมศึกษาตอนต้น แล้วอย่างนี้ เมืองไทยจะเอาอะไรไปแข่งกับประเทศอื่นๆ เช่นเกาหลีใต้ หรือสิงคโปร์ ที่แรงงานส่วนใหญ่จบการศึกษาขั้นต่ำในระดับปริญญาตรี ในมิติด้านการมีทักษะที่ดีขึ้นนั้น

 

ผมเพิ่งได้อ่านข้อมูลจากรายงานสำรวจการทำธุรกิจระหว่างประเทศทั่วโลกประจำปี 2550 ที่ผ่านมา ซึ่งได้สำรวจเจ้าของหรือผู้จัดการบริษัทจาก 7,200 บริษัทชั้นนำที่ทำธุรกิจอยู่ใน 34 ประเทศทั่วโลก (รวมทั้งไทย) ถึงกับตกใจกับผลการสำรวจของบริษัทที่ทำธุรกิจในประเทศไทย ที่เห็นคล้ายๆ กันว่า การขาดแคลนแรงงานที่มีคุณภาพเป็นข้อจำกัดใหญ่ต่อการขยายธุรกิจในประเทศไทย แต่ผลการศึกษาดังกล่าวได้ระบุไว้ชัดเจนด้วยว่าทักษะที่แรงงานไทยขาดแคลนที่สุด คือ ความชำนาญด้านภาษา ยังไงก็ขอฝากท่านทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับด้านการศึกษาไว้ ณ ที่นี้ ด้วยนะครับ

 

ในมิติด้านการพัฒนาคุณภาพแรงงานด้านต่อไป คือ การผลิตแรงงานที่มีการศึกษาและความชำนาญ ให้สอดคล้องกับสาขาการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่ม และตรงตามเป้าหมายที่จะเป็นผู้นำในการผลิตของโลกหรือภูมิภาค เช่น ตอนนี้เราตั้งเป้าหมายที่จะเป็นศูนย์กลางการผลิตฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟของโลก หรือเป็นแหล่งผลิตรถยนต์ดีทรอยต์แห่งเอเชีย หรือ เป็น Medical hub ทางการแพทย์ของโลก ผมก็สนับสนุนความฝันดังกล่าวนะครับ แต่ฝันจะเป็นจริงได้อย่างไร ถ้าเมืองไทยยังผลิตวิศวกรและช่างเทคนิคในสาขาอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ รวมทั้งคุณหมอและคุณพยาบาลออกมาน้อยไม่เพียงพอกับความต้องการค่อนข้างมาก ในมิติของการพัฒนาคุณภาพแรงงานด้านสุดท้าย ก็คือ เรื่องคุณธรรม ซึ่งผมขอเก็บเรื่องนี้ไว้ท้ายที่สุดก็เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เพราะต่อให้คนไทยเราจะเก่งขนาดไหน มีการศึกษาเฉลี่ยสูงสุดในโลก หรือจะมีทักษะความชำนาญในทุกๆ ด้าน แต่หากขาดคุณธรรมหรือศีลธรรม

 

การพัฒนาทุกอย่างที่กล่าวมาก็ไร้ความหมาย และอาจนำความเสียหายอย่างใหญ่หลวงมาสู่ประเทศชาติ เหมือนกับคำโบราณที่กล่าวว่า ?คนที่น่ากลัวที่สุด คือ คนฉลาดและขี้โกง?

 

> http://newsroom.bangkokbiznews.com/comment.php?id=5287&user=ekniti

ในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา หัวข้อข่าวที่ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนไม่น้อยไปกว่าเรื่องการเมืองไทยที่ยุ่งไม่เคยจบ คือ เรื่องปัญหาราคาข้าวแพง กับ ปัญหาการเสียชีวิตหมู่ของแรงงานต่างด้าวที่หลบหนีเข้าเมือง หากให้ท่านผู้อ่านเรียงลำดับความสำคัญของปัญหาจากข่าวฮอตฮิตทั้ง 3 เรื่อง ก็คงจะนำเรื่องปัญหาแรงงานต่างด้าวไว้ท้ายที่สุด เพราะอาจจะดูเป็นเรื่องไกลตัวของคนไทย แถมยังเป็นผลจากการหลบหนีเข้าเมืองที่ผิดกฎหมายอีกด้วย และคงจะเป็นด้วยเหตุนี้กระมังที่ทำให้ข่าวปัญหาแรงงานต่างด้าวนี้หายไปจากข่าวหน้าหนึ่งอย่างรวดเร็ว ซึ่งต่างกับข่าวตบตีกันทางการเมืองหรือข่าวด่ากันเรื่องราคาสินค้าแพงที่ต่างแย่งเนื้อที่พาดหัวข่าวในแต่ละวันอย่างต่อเนื่อง

 

ในมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ ผมเห็นว่าปัญหาเรื่องแรงงานต่างด้าวที่หลบหนีเข้าเมืองไทย มีความสำคัญมากไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าปัญหาการเมืองหรือปัญหาราคาสินค้าแพงเลย เพราะปัญหาแรงงานต่างด้าวได้สะท้อนถึงสภาพเศรษฐกิจประเทศไทยที่ขาดแคลนแรงงาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตของประเทศ และหากเราปล่อยให้สภาพการขาดแคลนแรงงานนี้มีอยู่ต่อไป โดยไม่มีการบริหารจัดการเรื่องแรงงานที่ดี ประเทศไทยเราก็จะไม่สามารถเติบโตอย่างมีคุณภาพได้ในระยะยาว แถมยังอาจมีปัญหาสังคมตามมาอีกมากมาย

 

ผมจึงถือได้ว่าปัญหาการเสียชีวิตหมู่ของแรงงานต่างด้าวในช่วงที่ผ่านมา ถือเป็นนาฬิกาปลุกครั้งสำคัญที่คนไทยและรัฐบาลไทยควรจะตื่นขึ้นมาดูแลเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะฉะนั้นในช่วงที่เสียงนาฬิกาปลุกครั้งนี้กำลังจะเลือนหายไปจากสื่อต่างๆ ในบ้างเมือง

 

คอลัมน์มุมเอกในวันนี้ จึงขอเปล่งเสียงออกมาดังๆ จากเนื้อที่อันน้อยนิดนี้ ให้ท่านผู้อ่านและผู้มีอำนาจในบ้านเมืองได้มาให้ความสนใจกับปัญหาเรื่องการขาดแคลนแรงงานอย่างเป็นระบบเสียที ก่อนที่จะเป็นปัญหาอื่นๆ ตามมา ที่รุนแรงกว่าปัญหาแรงงานต่างด้าวหลายเท่าตัว จริงๆ แล้ว ปัญหาแรงงานขาดแคลน เป็นปัญหาที่สะสมอยู่ในเศรษฐกิจไทยมาตั้งแต่ที่เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวจากวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 ทำให้มีความต้องการจ้างแรงงานเข้าไปเป็นปัจจัยการผลิตในสาขาการผลิตต่างๆ มากขึ้น ทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตร และภาคบริการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

อย่างไรก็ตาม กำลังแรงงานคนไทยที่เข้าสู่กำลังแรงงานกลับไม่พอกับความต้องการจ้างแรงงานที่เพิ่มขึ้น และมีจำนวนลดลงอย่างรวดเร็วจนน่าใจหาย ดังจะเห็นได้จากจำนวนแรงงานใหม่ที่เข้าสู่การจ้างงานในระบบเศรษฐกิจมีจำนวนลดลงถึงเกือบครึ่งหนึ่งในช่วงเวลาเพียงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากในช่วงปี 2546 ที่เคยมีแรงงานใหม่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเกือบปีละ 6 แสนคน แต่ในปัจจุบันนี้กลับมาเหลืออยู่เพียงครึ่งเดียวประมาณ 3 แสนคน

 

สำหรับสาเหตุสำคัญที่ทำให้แรงงานใหม่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจลดลง เนื่องมาจากข้อจำกัดโครงสร้างประชากรของประเทศไทย ที่มีอัตราการเพิ่มของประชากรในระดับต่ำมากและมีการชะลอการขยายตัวอย่างเร็ว โดยในช่วง 10 ปีล่าสุด (ในช่วงปี 2541-2550) จำนวนประชากรไทยเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยเพียงประมาณ 0.7% เท่านั้น ลดลงจากที่เคยเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 1.2% ในช่วง 10 ปีก่อนหน้า (ช่วงปี 2531-2540) และลดลงจากที่ขยายตัวเฉลี่ย 2% ในช่วงปี 2521-2530 อัตราการขยายตัวของคนไทยที่ลดลงนี้ ได้ส่งผลให้โครงสร้างประชากรและกำลังแรงงานไทยเปลี่ยนไปอย่างน่าเป็นห่วงมาก โดยในปัจจุบันสัดส่วนประชากรที่อายุต่ำกว่า 14 ปี ซึ่งจะเป็นแรงงานที่สำคัญของประเทศในอนาคต ลดลงมาอยู่แค่ไม่ถึง 1 ใน 4 ของประชากรไทยทั้งหมดกว่า 60 ล้านคน ในขณะที่สัดส่วนของผู้อายุมากกว่า 60 ปี ซึ่งไม่อยู่ในกำลังแรงงานแล้ว กลับมีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากร้อยละ 8 เมื่อ 10 ปีก่อน มาอยู่ที่ประมาณร้อยละ 12 ในปัจจุบัน และหากมองไปข้างหน้าโดยพิจารณาจำนวนคนที่อยู่ในวัยใกล้เกษียณแล้ว จะยิ่งทำให้เห็นภาพได้ว่าอีกหน่อยประเทศไทยจะมีคนวัยทองเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

สำหรับท่านผู้อ่านที่ไม่ค่อยคุ้นเคยกับสถิติที่กล่าวมาข้างต้นสักเท่าไร อาจจะลองพิจารณาง่ายๆ จากสภาพแวดล้อมของคนรอบๆ ตัวท่านก็ได้นะครับ ผมเชื่อว่าท่านจะไม่แปลกใจเลยกับตัวเลขอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างรวดเร็วที่กล่าวมา เช่น ปู่ ย่า ตา ยาย ของผม มีลูกถึง 7 คน ซึ่ง พ่อ แม่ ลุง ป้า น้า อา ของผมเกือบทุกคนอยู่ในวัยเกษียณเกิน 60 ปีหมดแล้ว ส่วนตัวผมเอง ซึ่งอยู่ในวัยกำลังแรงงาน (15-60 ปี) ก็มีพี่น้องรวมกันแค่ 2 คน ในขณะที่ผมเองและเพื่อนรุ่นราวใกล้เคียงกันส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยมีลูกกันเท่าใดนัก นี่แหละครับคือต้นตอของปัญหาแรงงานขาดแคลนในปัจจุบันและในอนาคต แล้วถ้าอัตราการเกิดยังลดลงอย่างนี้ อีกหน่อยประเทศไทยจะไปหากำลังแรงงานมาทำงานที่ไหนดีหละครับ ทางออกในระยะสั้นที่พวกเราใช้กันอยู่ ก็คือ การนำเข้าแรงงานต่างด้าวเข้ามาในไทยทั้งที่ถูกกฎหมายและไม่ถูกกฎหมาย จากข้อมูลสถิติแรงงานต่างด้าวล่าสุดของกรมการจัดหางาน จะเห็นได้ว่ามีแรงงานต่างด้าวที่ขึ้นทะเบียนอยู่ในประเทศไทยประมาณ 8 แสนคน แต่เท่าที่ทราบตามที่เป็นข่าวกันอยู่ในปัจจุบันนี้ คาดว่าจะยังคงมีแรงงานต่างด้าวที่หลบหนีเข้าเมืองมาทำงานอีกถึง 2-3 ล้านคน

 

อย่างไรก็ตาม การนำเข้าแรงงานต่างด้าวของไทยส่วนใหญ่จะเป็นแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านรอบๆ เมืองไทย ที่มักจะเป็นแรงงานไร้ฝีมือ และผมไม่แน่ใจว่าประโยชน์ที่ได้รับทางเศรษฐกิจนั้น จะคุ้มค่ากับต้นทุนทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมที่จะต้องเข้าไปดูแลจัดการหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ประเทศไทยต้องรีบยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมให้มีคุณภาพ ให้สามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้ในอนาคต โดยการผลิตสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มและมีคุณภาพ ไม่ใช่รับจ้างผลิตสินค้าโดยใช้แรงงานถูกเหมือนดั้งเดิม ผมยิ่งไม่แน่ใจว่า เราจะใช้แรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือนี้เป็นทางแก้ของปัญหาการขาดแคลนแรงงานไปได้อีกนานเท่าไร ผมคิดว่าทางออกของประเทศไทยในเรื่องนี้ มีอยู่เพียงไม่กี่ทาง ดังนี้

 

1. เร่งให้คนมีลูกกันเยอะๆ ซึ่งผมว่าเป็นไปได้ยากในสังคมยุคปัจจุบัน และถ้าทำได้ ก็คงจะไม่เกิดผลเร็ว คงต้องรออีกอย่างน้อย 15 ปี กว่าเด็กที่เกิดปีชวดนี้ จะเริ่มเข้าสู่วัยกำลังแรงงาน

 

2. นำเข้าแรงงานต่างด้าวให้สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ โดยเน้นกลุ่มเป้าหมายที่แรงงานมีฝีมือ และสอดคล้องกับเป้าหมายของสาขาการผลิตที่ต้องการพัฒนาแต่ขาดแคลนแรงงาน ตัวอย่างของประเทศที่ประสบความสำเร็จในเรื่องนี้ ก็คือ ประเทศสิงคโปร์ ที่เป็นเพียงเกาะเล็กๆ และมีประชากรเพียงไม่กี่ล้านคน แต่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างรุ่งเรือง ด้วยการให้แรงจูงใจพิเศษดึงแรงงานที่มีฝีมือจากชาติต่างๆ เข้ามาทำงาน โดยเฉพาะในสาขาที่ตัวเองต้องการพัฒนาเป็นพิเศษ เช่น บริการการเงิน เพราะฉะนั้น จึงไม่น่าแปลกใจเลย ที่เห็นคนเก่งๆ ในสาขาการเงินที่ถูกซื้อตัวไปทำงานในสิงคโปร์ จนทำให้สามารถเป็นหนึ่งในศูนย์กลางทางการเงินของโลกได้ในปัจจุบัน ผมว่าประเทศไทยน่าจะลองศึกษาวิธีต่างๆ ที่จะดึงแรงงานมีฝีมือจากต่างชาติมาแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานดูนะครับ นอกจากนี้ ก็ต้องเร่งจัดระเบียบการนำเข้าแรงงานต่างด้าวที่ไร้ฝีมือในปัจจุบันให้เป็นระบบด้วยนะครับ ก่อนจะก่อปัญหาความวุ่นวายไปมากกว่านี้

 

3. การเพิ่มคุณภาพของแรงงานไทย โดยการทำให้คนไทย 1 คนเหมือนเดิม แต่สามารถทำงานได้เก่งขึ้น เช่น การสนับสนุนให้มีการศึกษาที่สูงขึ้น หรือ มีการฝึกอบรมให้มีความรู้ความชำนาญมากขึ้น แม้ว่าวิธีนี้จะต้องใช้เวลานานเช่นกัน แต่ผมเชื่อว่าการเพิ่มประสิทธิภาพของคนไทย จะเป็นทางออกเดียวที่จะยั่งยืนและทำให้ประเทศไทยยืนหยัดแข่งขันอยู่ในเวทีโลกได้ในระยะยาว

 

เสียดายที่เนื้อที่คอลัมน์วันนี้หมดแล้ว ผมคงต้องเลื่อนการอธิบายเรื่องการเพิ่มคุณภาพแรงงานไทย ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ (กว่า) ที่ถูกละเลยมานาน ไปไว้ในคอลัมน์มุมเอกฉบับหน้า สวัสดีครับ

> http://newsroom.bangkokbiznews.com/comment.php?id=5286&user=ekniti

หลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศยกเลิกมาตรการกันสำรอง 30% เมื่อวันศุกร์ที่ 29 กุมภาพันธ์ 2551 ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทได้แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วทันทีเกือบ 50 สตางค์ จากที่อยู่ที่ประมาณ 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อวันพฤหัส มาอยู่ที่ประมาณ 31.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในตอนเย็นวันศุกร์ภายหลังจากแถลงข่าวการยกเลิกมาตรการกันสำรองฯ

 

ผมเลยได้รับคำถามจากเพื่อนๆ ในช่วงเสาร์-อาทิตย์ว่า ทำไมค่าเงินบาทจึงแข็งขึ้นเร็วขนาดนี้ เลยขอถือโอกาสนี้มาเล่าให้ท่านผู้อ่านทราบด้วยว่า เงินบาทแข็งค่าขึ้นได้อย่างไร และผ่านช่องทางใดบ้าง ดังต่อไปนี้

 

1.ช่องทางการส่งออกและนำเข้า หรือ ช่องทางดุลบัญชีเดินสะพัด โดยแม้ว่าผู้ส่งออกและผู้นำเข้าจะไม่โดนการกันสำรอง 30% อยู่แล้ว แต่ผมเชื่อว่าจะมีผู้ส่งออกและผู้นำเข้า เกรงกลัวว่าค่าเงินบาทจะแข็งขึ้นต่อเนื่องอย่างรวดเร็ว จึงเร่งแลกขายดอลลาร์สหรัฐที่ถืออยู่มาซื้อเงินบาท เนื่องจากกลัวว่ารายได้ในรูปบาทอาจลดลงไปอีก ในขณะที่ผู้นำเข้าจะชะลอการนำเข้าและชะลอการซื้อดอลลาร์ เพื่อรอให้ต้นทุนการนำเข้าถูกลงไปอีก ทำให้ค่าเงินบาทยิ่งแข็งขึ้น

 

2.ช่องทางเงินทุนไหลเข้าในตลาดตราสารหนี้ ซึ่งนักลงทุนต่างชาติที่เคยโดนกันสำรอง 30% อยู่ในอดีต แต่ตอนนี้พอไม่มีการกันสำรอง ก็จะทำให้มีเงินลงทุนจากต่างชาติเข้ามาลงทุนในตราสารหนี้ได้สะดวกมากขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นผลดีในการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ในระยะยาว เพราะจะทำให้สภาพคล่องในตลาดนี้ที่เคยหดหายไปกลับมาคึกคักขึ้นมาใหม่ ในขณะเดียวกันเมื่อความต้องการซื้อตราสารหนี้หรือพันธบัตรมากขึ้น ราคาพันธบัตรก็จะปรับตัวสูงขึ้น และทำให้อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรปรับตัวลดลงตามกลไกตลาด ซึ่งจะทำให้เอกชนไทยและรัฐบาลไทยมากู้เงินในต้นทุนที่ต่ำลง โดยจากข้อมูลล่าสุดเมื่อวันศุกร์ อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรไทยในระยะ 10 ปี ก็ปรับลดถึงเกือบ 20 basis point ภายในวันเดียว

 

3. ช่องทางเงินทุนไหลเข้าในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติไม่ต้องกันสำรอง 30% อยู่แล้ว แต่คาดว่าหลังจากยกเลิกมาตรการกันสำรองดังกล่าว นักลงทุนต่างชาติน่าจะเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์มากขึ้น เนื่องจากความเชื่อมั่นที่มากขึ้นต่อเศรษฐกิจไทย และการคาดว่าค่าเงินบาทจะแข็งขึ้นอย่างรวดเร็ว จะทำให้ได้กำไร 2 ต่อ จากทั้งกำไรในส่วนต่างของราคาหุ้น (capital gain) และ กำไรจากค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น

 

4.ช่องทางเงินทุนไหลเข้ามาลงทุนโดยตรง หรือ ที่เรียกว่า FDI ซึ่งไม่ต้องกันสำรอง 30% อยู่แล้วเช่นกัน โดยเงินลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนโดยตรงในประเทศน่าจะมีมากขึ้นหลังยกเงินมาตรการกันสำรองฯ เนื่องจากภาพพจน์ที่ดีขึ้นต่อเศรษฐกิจไทย แต่ช่องทางนี้ไม่น่าจะมีเงินทุนไหลเข้ามาอย่างรวดเร็วในระยะสั้น เพราะส่วนใหญ่เป็นเงินทุนระยะยาว ซึ่งไม่น่าเป็นห่วง

 

5.ช่องทางเงินกู้จากต่างประเทศและอื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่ต้องถูกกันสำรอง 30% ในช่วงก่อนหน้านี้ ดังนั้น พอยกเลิกมาตรการสำรอง 30% ธุรกิจที่ประกอบการอยู่ในประเทศอาจจะตัดสินใจกู้เงินต่างประเทศที่มีดอกเบี้ยถูกกว่ามาทดแทนเงินกู้ในประเทศได้ โดยเฉพาะหากปล่อยให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในประเทศอยู่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต่างประเทศไปเรื่อยๆ ซึ่งจะเป็นแรงกดดันให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้นอีกทางหนึ่ง

 

6.ภายหลังยกเลิกมาตรการ 30% ค่าเงินบาท Off-shore กับ On-shore มาอยู่ใกล้กัน (ณ เย็นวันศุกร์ที่แล้ว ค่าเงินบาท On-shore ปิดตลาดที่ 31.5 ในขณะที่ Off-shore ขยับเข้ามาอยู่ใกล้กันที่ 30.9) เพราะหลังจากยกเลิกมาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้าไหลออก นักเก็งกำไรจะสามารถซื้อเงินบาทบนฝั่งประเทศไทย (on- shore) ซึ่งมีราคาอ่อนกว่าค่าเงินบาทนอกฝั่งประเทศไทย (off-shore) ซึ่งแข็งค่ากว่า ได้สะดวกขึ้น พูดง่ายๆ คือ สามารถซื้อถูกขายแพงได้โดยง่ายหลังยกเลิกการกันสำรอง

 

ดังนั้น ค่าเงินบาททั้ง 2 ค่าจะอยู่ต่างกันได้ไม่นาน ก็จะเคลื่อนที่มาอยู่ในระดับเดียวกัน เพราะความต้องการซื้อเงินบาทที่ถูกกว่าในตลาด On-shore จะทำให้บาทใน On-shore แข็งค่าขึ้น ส่วนการขายบาทใน Off-shore ก็จะทำให้บาทใน Off-shore กลับมาอ่อนลง

 

ซึ่งในที่สุด ผมคาดว่าในวันจันทร์ตอนเปิดตลาดทั้ง 2 พร้อมกัน ค่าเงินใน 2 ตลาดจะขยับกลับมาอยู่เกือบเท่ากัน คราวนี้พอเราเข้าใจช่องทางที่จะทำให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้น หลังจากยกเลิกมาตรการกันสำรอง 30% แล้ว ในมุมมองส่วนตัว ผมว่าสิ่งที่ต้องทำอย่างเร่งด่วน คือ ต้องหยุดการตกใจว่าค่าเงินบาทจะแข็งขึ้นในระยะสั้นให้ได้ และต้องรักษาค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพให้ได้ ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี ดังนี้

 

1.ทางการรับซื้อเงินทุนไหลเข้าสุทธิจากช่องทางต่างๆ ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นเข้ามาใส่ในทุนสำรองระหว่างประเทศ แล้วนำกลับออกไปลงทุนต่างประเทศ โดยต้องพยายามกระจายความเสี่ยงไปลงทุนในรูปสกุลเงินต่างๆ ให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ค่าเงินบาทในระยะสั้นแข็งขึ้นน้อยที่สุดและให้เป็นไปตามทิศทางเดียวกับค่าเงินในภูมิภาค เพราะหากยิ่งปล่อยให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้นเร็วเกินไป ก็จะยิ่งกระตุ้นให้ผู้ส่งออกและนักเก็งกำไรยิ่งเข้ามาขายดอลลาร์มากขึ้น ในขณะที่ผู้นำเข้าจะยิ่งรอไม่นำเข้า เพื่อรอซื้อดอลลาร์ที่ถูกกว่านี้

 

2. หากจำเป็น ผมว่าทางการสามารถลดดอกเบี้ยนโยบายให้ต่ำกว่าดอกเบี้ยในต่างประเทศได้ ทั้งนี้ เพื่อให้ต้นทุนดอกเบี้ยในการดูดซับสภาพคล่องจากการเข้ามารักษาเสถียรภาพค่าเงินบาท อยู่ต่ำกว่าดอกผลจากการนำทุนสำรองไปหาผลตอบแทนในต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้มาตรการรักษาเสถียรภาพเงินบาทในข้อ 1 มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น และเพื่อป้องกันการเก็งกำไรในตลาดตราสารหนี้ เนื่องจากหากยังฝืนให้อัตราดอกเบี้ยในประเทศอยู่สูงกว่าดอกเบี้ยต่างประเทศ ก็จะมีเงินเข้ามาเก็งกำไรในตลาด Bond เยอะ หลายท่านอาจจะไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของผมในข้อลดดอกเบี้ยนี้ เพราะเกรงว่าหากลดดอกเบี้ยจริงจะยิ่งทำให้เงินเฟ้อในประเทศสูงขึ้น แต่อยากจะบอกว่าเงินเฟ้อของประเทศไทยในตอนนี้ส่วนใหญ่มาจากด้านต้นทุนเป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่ความต้องการใช้จ่ายภายในประเทศก็ยังอยู่ในระดับต่ำมาก แม้จะเริ่มมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นบ้างก็ตาม แต่ก็ยังไม่ถึงกับจะเป็นแรงกดดันให้เกิดเงินเฟ้อจากด้านอุปสงค์ได้มาก เพราะเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพค่อนข้างมาก ดังนั้น ผมเชื่อว่ายังพอมีช่องให้ลดดอกเบี้ยทางการได้บ้างในปัจจุบันนี้ นอกจากนั้น ถึงแม้ทางการจะไม่ลดดอกเบี้ยนโยบาย ตลาดพันธบัตรก็จะบังคับให้อัตราดอกเบี้ยระยะยาว (yield curve) ปรับตัวลดลงอยู่ดี ซึ่งก็จะทำให้การตรึงดอกเบี้ยทางการไว้สูงเกินไปไม่มีประสิทธิภาพในการลดเงินเฟ้ออยู่ดี

 

3. ในส่วนของภาครัฐ ก็คงต้องร่วมด้วยช่วยกันลดแรงกดดันของค่าเงินบาทในระยะสั้น โดยขอความร่วมมือให้ หน่วยงานของรัฐ และรัฐวิสาหกิจ ชะลอการกู้เงินต่างประเทศ หรือคืนหนี้ก่อนกำหนด ซึ่งในส่วนนี้กระทรวงการคลังก็ได้ประกาศออกมาตรการเสริมเพื่อช่วยชะลอผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทไปแล้ว เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

 

สำหรับในระยะต่อไป ผมเชื่อว่าเราควรใช้กลไกตลาดให้มากที่สุดในการรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาท ด้วยการขยายช่องทางและจูงใจให้มีการระบายเงินออกไปต่างประเทศให้ได้มากขึ้นในทุกช่องทาง แต่เสียดายเนื้อที่ของคอลัมน์มุมเอกฉบับวันนี้หมดเสียแล้ว ไว้ผมจะขอยกยอดมาตรการในการรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาทในระยะปานกลางและระยะยาวในฉบับหน้าแล้วกันนะครับ

 

http://newsroom.bangkokbiznews.com/comment.php?id=5284&user=ekniti

ขณะที่ท่านผู้อ่านกำลังอ่านคอลัมน์ฉบับนี้อยู่ คงจะเป็นช่วงที่รัฐบาลกำลังแถลงนโยบายต่อสภาผู้แทนฯ ซึ่งผมเห็นว่านโยบายของรัฐบาลเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เนื่องจากจะเป็นเหมือนแผนที่การเดินทางของรถยนต์ประเทศไทยที่มีนายกฯ ท่านใหม่เป็นคนขับว่าจะมุ่งไปทางไหน และหากรัฐบาลเริ่มต้นวางแผนการเดินทางไม่ดีแล้ว ก็อาจนำพาคนไทยเดินไปตกหน้าผาได้ ตามปกติแล้ว การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลทำไปเพื่อบรรลุเป้าหมาย ดังต่อไปนี้

 

1. มุ่งที่จะเสริมสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งโดยทั่วไปการเติบโตทางเศรษฐกิจนี้จะวัดกันด้วยอัตราการขยายตัวของผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ หรือที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันในนาม GDP หรือ Gross Domestic Product นั่นเอง แต่ผมเชื่อว่ายังมีคนอีกเป็นจำนวนไม่น้อยที่ไม่เข้าใจว่าทำไมนโยบายเศรษฐกิจของเกือบทุกรัฐบาลให้ความสนใจกับตัวเลข GDP นี้เป็นพิเศษ ผมเลยขอใช้โอกาสนี้อธิบายสักเล็กน้อยว่า จริงๆ แล้ว ตัวเลข GDP ก็เป็นตัวชี้วัดอย่างหนึ่งที่จะช่วยบอกว่า การผลิตของประเทศในช่วงเวลาหนึ่งๆ มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเท่าไร ซึ่งสาเหตุที่นักการเมืองส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับตัวเลขนี้ก็เพราะการผลิตของประเทศมักจะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับการจ้างงานและรายได้ของประชาชน กล่าวคือ หากประเทศไหนมีการผลิตขยายตัวดี การจ้างงานมักจะเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งในที่สุดจะช่วยให้ประชาชนมีเงินเดือนมีรายได้มาเลี้ยงชีพและสร้างความเป็นอยู่ที่ดีในการดำรงชีวิต อัตราการเจริญเติบโตของ GDP นี้เป็นแค่ตัวแปรหนึ่งที่วัดจากการผลิตเฉลี่ยของประเทศ (ขอเน้นคำว่า ?เฉลี่ย? อีกครั้งหนึ่ง) ซึ่งไม่ได้หมายความว่าหากประเทศหนึ่งมีอัตราการขยายตัวของ GDP สูง จะต้องหมายถึงการผลิตทุกชนิดในประเทศขยายตัวดีเหมือนกันหมด เพราะในความเป็นจริงแล้ว สาเหตุที่ทำให้ GDP ของประเทศโต อาจมาจากการผลิตเพียงไม่กี่ประเภทที่เป็นตัวผลักให้ตัวเลขเฉลี่ยของ GDP ทั้งประเทศอยู่ในระดับสูง ดังนั้นรายได้และผลประโยชน์ของการเติบโตทางเศรษฐกิจตกอยู่กับคนเพียงไม่กี่กลุ่มก็ได้ หากพิจารณาการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2550 ก็ถือว่าอยู่ในระดับพอใช้ เพราะแม้ว่าประเทศไทยจะเจอกับความเสี่ยงต่างๆ เต็มไปหมด โดยเฉพาะจากปัจจัยทางการเมืองในประเทศ แต่ GDP ก็ยังขยายตัวได้ประมาณ 4.7%

 

อย่างไรก็ตาม ตามที่ได้กล่าวไปแล้วว่า GDP นี้เป็นแค่เพียงค่าเฉลี่ยของมูลค่าเพิ่มของการผลิตทั้งประเทศ และหากไปดูรายละเอียดการขยายตัวของ GDP ในแต่ละด้าน จะเห็นได้ว่าการเติบโตส่วนใหญ่มาจากปริมาณการผลิตเพื่อส่งออกที่ขยายตัวสูงถึงเกือบ 8% เลยดึงให้ค่าเฉลี่ย GDP ของประเทศขยายตัวได้ในระดับไม่ขี้เหร่นัก ทั้งๆ ที่ปริมาณการผลิตเพื่อการบริโภคและการลงทุนขยายตัวเพียงประมาณ 2% เท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น หากไปพิจารณารายละเอียดไส้ในของการส่งออก ก็จะพบว่าการผลิตเพื่อส่งออกที่ขยายตัวได้สูงส่วนใหญ่มาจากการผลิตของธุรกิจขนาดใหญ่ โดยเฉพาะของบริษัทข้ามชาติเกือบทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ ในขณะที่การผลิตของธุรกิจไทยๆ ขนาดกลางและขนาดเล็ก จะขยายตัวในอัตราที่ไม่สูงนัก

 

ดังนั้น การวางนโยบายเศรษฐกิจที่ดี จึงไม่ควรมุ่งที่จะทำให้ GDP เติบโตอย่างเดียว แต่ควรคำนึงถึงการทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างสมดุลด้วย 2. การมุ่งเสริมสร้างการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม ให้มีการแบ่งปันรายได้กันอย่างเป็นธรรมภายในสังคม และเสริมสร้างให้คนจนได้รับโอกาสในการดำรงชีวิตเท่าเทียมกับคนรวย เช่น โอกาสที่ลูกคนจนมีโอกาสในการเข้าศึกษาในโรงเรียนที่ดีพอๆ กับลูกคนรวย หรือ โอกาสที่คนจนมีโอกาสได้รับการรักษาพยาบาลจากหมอและโรงพยาบาลที่มีคุณภาพเท่าเทียมกับคนรวย ทั้งนี้ หากพิจารณาสถานะการกระจายรายได้ของประเทศไทยในปัจจุบันจะพบว่ามีความเหลื่อมล้ำกันทางรายได้ระหว่างคนจนกับคนรวยในสังคมไทยค่อนข้างมาก ดังจะเห็นได้จากกลุ่มคนที่รวยที่สุด 20% แรกในประเทศไทย มีสัดส่วนรายได้มากกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้ทั้งประเทศ ในขณะที่กลุ่มคนที่จนที่สุด 20% สุดท้ายในประเทศไทย มีสัดส่วนรายได้ไม่ถึง 5% ของรายได้ทั้งประเทศ นอกจากนั้น หากพิจารณาในเรื่องความยากจนจะยิ่งหดหู่ใจ เพราะจากข้อมูลล่าสุดในปี 2549 พบว่ามีคนไทยที่มีรายได้ต่อเดือนต่ำกว่ามาตรฐานเส้นความยากจน 1,386 บาทต่อคนต่อเดือน (ซึ่งเป็นระดับรายได้ที่พอจะประทังชีวิตอยู่ได้) ถึง 6 ล้านคน หรือ ประมาณ 10% ของประชากรไทยทั้งประเทศ

 

3. การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ หมายถึง การที่เศรษฐกิจไม่มีความผันผวนมากเกินไป เสถียรภาพเศรษฐกิจเป็นสิ่งสำคัญ เพราะหากเศรษฐกิจดี ไม่มีความผันผวน ภาคเอกชนก็อยากที่จะลงทุนมากขึ้น ประชาชนก็ไม่เดือดร้อนสามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ โดยทั่วไป นักเศรษฐศาสตร์มักจะแบ่งเสถียรภาพเศรษฐกิจออกเป็น 2 ประเภท คือ เสถียรภาพภายในประเทศ และเสถียรภาพภายนอกประเทศ เสถียรภาพเศรษฐกิจภายในประเทศ คือ การรักษาภาวะเศรษฐกิจไม่ให้เกิดภาวะที่ระดับราคาภายในประเทศผันผวนมากเกินไป จนเกิดเงินเฟ้อหรือเงินฝืด รวมถึงการป้องกันไม่ให้เกิดภาวะว่างงานมากจนเกินไป จนประชาชนเดือดร้อน และรัฐบาลมีฐานะการคลังที่มั่นคง ไม่เป็นหนี้สินจนไม่สามารถชำระหนี้ได้ เสถียรภาพภายนอกประเทศ คือ การรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนไม่ให้ผันผวนเกินไป และดูแลไม่ให้ดุลบัญชีเดินสะพัด (ซึ่งก็คือการส่งออกหักนำเข้าของสินค้าและบริการ) ไม่ให้ขาดดุลสูงเกินไป รวมทั้งดูแลให้เงินสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูงเพียงพอที่จะนำมาใช้ได้ในยามฉุกเฉิน

 

4. การจัดสรรทรัพยากรในระบบเศรษฐกิจให้มีการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งในกรณีนี้รัฐบาลต้องเข้ามาดูแลจัดการ ไม่ให้ภาคเอกชนมีการผลิตและปล่อยของเสียออกมาทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จนทำให้คนอื่นเดือดร้อน

 

จากข้อมูลล่าสุดที่ผมมี พบว่าประเทศไทยมีการปล่อยขยะของเสียถึงปีละประมาณ 15 ล้านตันต่อปี ดังนั้น หากรัฐบาลไม่มีระบบการจัดการที่ดี ในที่สุดเราอาจจะสูญเสียทรัพยากรที่มีค่าที่สุด ซึ่งก็คือ คน ที่อาจจะถูกทำลายด้วยปัญหาสุขภาพและปัญหาธรรมชาติวิบัติ เช่น น้ำท่วม หรือ คลื่นยักษ์สึนามิ เป็นต้น จะเห็นได้ว่า นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลส่วนใหญ่ก็เพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายทั้ง 4 ประการที่กล่าวข้างต้นนี้

 

อย่างไรก็ตาม เป้าหมายแต่ละอย่างอาจจะขัดกันได้ เช่น ในช่วงก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 ที่เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตสูงเกินไป ขยายตัวปีละเกือบ 10% จนทำให้เกิดปัญหาฟองสบู่ ซึ่งในที่สุดก็ทำให้เกิดปัญหาเสถียรภาพเศรษฐกิจที่มีคนตกงานมหาศาล เงินเฟ้อสูงขึ้น และค่าเงินบาทอ่อนจนเกือบไร้ค่า ดังนั้น การบริหารเศรษฐกิจที่ดีเป็นเรื่องของศาสตร์และศิลป์ คือ จะทำอย่างไรให้เกิดการสมดุลระหว่างเป้าหมายต่างๆ โดยไม่ทำให้นโยบายหนึ่งเป็นสาเหตุในการสร้างปัญหาอื่นๆ ในขณะเดียวกัน การออกนโยบายใดๆ ต้องให้น้ำหนักที่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจด้วย

 

สุดท้ายนี้ ก็ขอฝากท่านคนขับรถคนใหม่ ให้ช่วยขับรถยนต์เศรษฐกิจไทยให้วิ่งไปข้างหน้าอย่างมั่นคงด้วยนะครับ

 

> http://newsroom.bangkokbiznews.com/comment.php?id=5203&user=ekniti

ขณะนี้ นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกต่างกังวลกับเศรษฐกิจฟองสบู่สหรัฐที่ใกล้จะแตก จนอาจจะกลายเป็นวิกฤติ “แฮมเบอร์เกอร์” ที่หลายฝ่ายกำลังกลัวว่า จะลุกลามกลายเป็นวิกฤติการเงินของโลก ไม่ต่างกับเมื่อ 10 ปีก่อนที่เกิดวิกฤติการเงินในประเทศไทยในปี 2540 ซึ่งในที่สุด ได้ลุกลามข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังประเทศต่างๆ กลายเป็นวิกฤติ “ต้มยำกุ้ง” ที่โด่งดังไปทั่วโลก

 

จริงๆ แล้ว สถานการณ์เศรษฐกิจการเงินของสหรัฐในปัจจุบัน มีส่วนคล้ายคลึงกับภาวะเศรษฐกิจของไทยในช่วงก่อนปี 2540 หลายประการ แต่ก็มีบางส่วนที่แตกต่างกัน ดังนั้น คอลัมน์มุมเอกในฉบับนี้ จะขอเปรียบเทียบสถานการณ์ทั้ง 2 เหตุการณ์ ให้ผู้อ่านได้รับทราบ เพื่อจะได้เข้าใจ “ความเหมือนที่แตกต่าง” ของวิกฤติต้มยำกุ้งในไทย กับวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ที่กำลังก่อร่างสร้างตัว และรอวันระเบิดอยู่ในสหรัฐ ในอนาคต

 

หากผู้อ่านลองย้อนนึกไปถึงสถานการณ์เศรษฐกิจในช่วง 4-5 ปี ก่อนที่จะเกิดวิกฤติการเงินของไทยในปี 2540 ท่านอาจจะพอจำความรู้สึกที่พวกเราคนไทยส่วนใหญ่ร่ำรวยกันอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะจากการปั่นราคาที่ดินจนราคาสูงขึ้นไปหลายเท่าตัว หรือปั่นราคาหุ้นจนดัชนีราคาตลาดหลักทรัพย์ไทยสูงขึ้นไปอยู่เกือบสองพันจุด (เทียบกับปัจจุบันที่ราคาหุ้นยังอยู่แค่ประมาณ 800 จุด) ส่วนธุรกิจเอกชนก็ร่ำรวยไม่แพ้กัน เพราะสามารถกู้เงินต่างชาติ ผ่านแบงก์หรือไฟแนนซ์ มาต่อเงินสร้างความร่ำรวยกันอย่างง่ายดาย คราวนี้พอคนไทยส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา และห้างร้านนิติบุคคล หาเงินกันอย่างง่ายดาย ก็จับจ่ายใช้สอยกันอย่างฟุ่มเฟือยตามฐานะ (จอมปลอม) ที่ดีขึ้น หลายคนเริ่มสะสมรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ไว้ที่บ้านจนลานจอดรถไม่พอ บ้างก็แห่กันยกครอบครัวไปเที่ยวเมืองนอกและสะสมกระเป๋าใบหรูราคาแพงกันคนละหลายใบ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ เมื่อรวมกันมาเป็นภาพใหญ่ก็สะท้อนมาด้วยตัวเลขการขาดดุลเดินบัญชีเดินสะพัดที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนมาอยู่สูงถึงเกือบร้อยละ 8 ของ GDP แล้วก็ชดเชยการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดนี้ด้วยการกู้เงินต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการกู้เงินระยะสั้นผ่านช่องทาง BIBF ของสถาบันการเงินต่างๆ แน่นอนว่า ในช่วงแรกๆ ต่างชาติก็ยินดีให้กู้ด้วยดี เพราะเห็นว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะมีอนาคตสดใสสามารถชำระหนี้คืนได้ในอนาคต แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไปๆ เศรษฐกิจเริ่มไม่สดใสอย่างที่คิด การส่งออกที่เคยโตปีละ 10% กลับไม่ขยายตัวในปี 2539 ผู้ให้กู้ชาวต่างชาติเลยหมดความมั่นใจ และแห่ถอนเงินกู้คืนจากเมืองไทยตั้งแต่ช่วงปลายปี 2539 จนเป็นที่มาของการล้มละลายในบริษัทไทยหลายแห่ง โดยเริ่มต้นจากบริษัทในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ปั่นราคาคอนโดและราคาบ้านจนสูงลิบ ซึ่งในที่สุดก็ขายไม่ออก กลายเป็นปัญหาหนี้เสีย NPL จนลุกลามทำให้ไฟแนนซ์และธนาคารพาณิชย์ทั้งหลายขาดสภาพคล่องมหาศาล จนธนาคารชาติต้องเข้าไปช่วยเหลือ ซึ่งในที่สุด ก็เจ๊งและต้องปิดกิจการอยู่ดี หากลองวิเคราะห์เจาะลึกสถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐ ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ท่านผู้อ่านจะพบว่าไม่ต่างกับเหตุการณ์ฟองสบู่ในเมืองไทยช่วงก่อนวิกฤติปี 2540 เท่าไรนัก เช่น คนอเมริกันที่ใช้จ่ายบริโภคกันอย่างฟุ่มเฟือยเหมือนคนไทยในยุคก่อนปี 2540 ในขณะเดียวกัน ก็แห่กันเก็งกำไรในราคาบ้านและที่ดินกันมหาศาล โดยแต่ละครอบครัวชาวอเมริกันจะมีบ้านกัน 2-3 หลัง และมีการปั่นราคาบ้านจนราคาสูงขึ้นไปหลายเท่าตัว

 

ดังนั้น ในที่สุดเมื่อบ้านเริ่มขายไม่ออก ลูกหนี้ที่ขอกู้มาผ่อนบ้านก็เริ่มชักดาบ (โดยเฉพาะลูกหนี้ที่มีรายได้ต่ำกว่ามาตรฐานทั่วไป หรือลูกหนี้ประเภทซับไพร์ม จนเป็นที่มาของชื่อเรียกยอดนิยมในปัจจุบันว่า ปัญหาซับไพร์ม) ทำให้สถาบันการเงินเกิดปัญหาขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง จนธนาคารกลางสหรัฐต้องเข้าไปช่วยเหลืออัดฉีดสภาพคล่องอย่างมากมาย ซึ่งดูแล้วก็ไม่ต่างกับปัญหาการขาดสภาพคล่องในช่วงปลายปี 2539 ยังไงยังงั้น จะว่าไปแล้ว สถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐในปัจจุบันนี้แย่กว่าเมืองไทยในอดีตอีก เพราะไม่เพียงแต่ประชาชนคนสหรัฐเท่านั้นที่ใช้จ่ายเกินตัว แต่รัฐบาลสหรัฐกลับมาร่วมใช้จ่ายเกินตัวด้วย ดังจะเห็นได้จากการขาดดุลการคลังของรัฐบาลอย่างต่อเนื่องมาอยู่ที่ประมาณ 3% ของ GDP จนเป็นที่มาของสถานการณ์อันตรายต่อการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกกันว่า การขาดดุลบัญชีแฝด (Twin Deficits) อันเกิดจากการขาดดุลการคลังควบคู่กับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งเหตุการณ์นี้ต่างกับประเทศไทยในช่วงก่อนปี 2540 ที่รัฐบาลไทยมีการเกินดุลการคลังมาโดยตลอด ทำให้ในยามจำเป็นที่รัฐบาลต้องฟื้นฟูเศรษฐกิจในช่วงหลังวิกฤติ รัฐบาลจึงสามารถใช้บุญเก่ามาจัดทำนโยบายการคลังแบบขาดดุล เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้โดยไม่มีปัญหาเสถียรภาพการคลัง การที่ภาคเอกชนและรัฐบาลอเมริกันพร้อมใจกันใช้จ่ายขาดดุลอย่างฟุ่มเฟือย ได้สะท้อนปัญหาในภาพรวมให้เห็นผ่านการนำเข้าสินค้าและบริการที่ขยายตัวสูงมาก จนเกิดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่อง จนในปัจจุบันขาดดุลอยู่สูงถึงเกือบ 6% ของ GDP ซึ่งนับว่าเกินระดับอันตรายของมาตรฐานสากลที่สามารถนำพาประเทศให้เกิดวิกฤติได้แล้ว แถมยังเป็นการขาดดุลทั้ง 3 บัญชี ทั้งขาดดุลการคลังของรัฐบาล ขาดดุลการออมของครัวเรือน และขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งควรจะเรียกได้ว่า เป็นปัญหา Triple Deficits ที่น่าจะมีความรุนแรงกว่าวิกฤติต้มยำกุ้งของไทยที่อย่างน้อยก็ยังมีดุลการคลังที่เกินดุล

 

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจสหรัฐในปัจจุบันยังไม่เจอกับวิกฤติเศรษฐกิจก็เพราะระบบการเงินของโลกที่สหรัฐวางรากฐานไว้ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ทำให้ดอลลาร์กลายเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศไปโดยปริยาย (ผมเขียนรายละเอียดเรื่องนี้ไว้ในคอลัมน์มุมเอก ตอน “ความผันผวนในตลาดเงินโลก กับการเงินระหว่างประเทศที่เปลี่ยนไป” ลองไปหาดูในบทความย้อนหลังนะครับ)

 

เพราะฉะนั้น ประเทศต่างๆ ที่เกินดุลบัญชีเดินสะพัดกับสหรัฐ จึงไม่มีทางเลือกต้องนำเงินที่ค้าขายเกินดุลได้มากลับไปลงทุนในสหรัฐ (ซึ่งก็คือการปล่อยกู้ให้สหรัฐ เพื่อชดเชยการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดนั่นเอง) ดังนั้น เมื่อสหรัฐยังมีเงินทุนจากต่างประเทศ ที่ยังเต็มใจให้สหรัฐกู้อยู่ ทำให้วิกฤติ “แฮมเบอร์เกอร์” จึงยังไม่เกิดขึ้น แต่เหตุการณ์นี้ไม่ได้ประกันว่าจะเกิดขึ้นต่อไปอย่างถาวร เพราะในอนาคต เมื่อนักลงทุนต่างชาติที่ถือเงินลงทุนอยู่ในรูปดอลลาร์ เริ่มถอนเงินออกจากสหรัฐ เพราะเกรงว่าในที่สุดสินทรัพย์ในรูปดอลลาร์จะด้อยค่าลงๆ เหมือนกับสินทรัพย์ในรูปเงินบาทที่ด้อยค่าลงอย่างรวดเร็วในช่วงวิกฤติปี 2540 วันนั้นแหละครับ ที่สหรัฐจะเจอวิกฤติ “แฮมเบอร์เกอร์ (เน่า)” อย่างเต็มรูปแบบ เสียดายเนื้อที่คอลัมน์ฉบับนี้หมดลงเสียแล้ว ไว้ในคอลัมน์มุมเอกฉบับต่อๆ ไป ผมจะพูดถึงมาตรการขาดดุลการคลังของสหรัฐ และการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ ว่าไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐได้ตรงจุดเท่าไร เพียงแค่ช่วยยืดเวลาวิกฤติออกไปเท่านั้น เพราะปัญหาที่แท้จริงในสหรัฐยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ผมก็ได้แต่หวังว่า สหรัฐอเมริกาจะได้ประธานาธิบดี และรัฐมนตรีคลัง ที่เก่งกาจและชำนาญในเรื่องเศรษฐกิจ จะได้เข้ามาแก้ปัญหาวิกฤติของชาติ และของโลกได้ตรงจุด สวัสดีครับ

จาก http://newsroom.bangkokbiznews.com/comment.php?id=5202&user=ekniti


  • None
  • Mr WordPress: Hi, this is a comment.To delete a comment, just log in, and view the posts' comments, there you will have the option to edit or delete them.

Categories